ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

พระราชปรารภอันทรงคุณ จุดเริ่ม “มหกรรมกล้วยแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ”

พระราชปรารภอันทรงคุณ จุดเริ่ม "มหกรรมกล้วยแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ"
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 สิงหาคม 2552 22:40 น.
จากพระราชปรารภพระราชทานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีรับสั่งให้ มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รวบรวม "พันธุ์กล้วย" ผลไม้ที่ผูกพันกับชีวิตคนไทยมายาวนาน ด้วยทรงตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ใช้สอยจากส่วนต่างๆ ของพืชชนิดนี้ จึงกลายเป็นที่มาของการรวบรวมสายพันธุ์กล้วยชนิดต่างๆ อาทิ กล้วยสายพันธุ์ที่กินได้ กล้วยป่าใกล้สูญพันธุ์ กล้วยเศรษฐกิจ และกล้วยประดับกว่า 229 ชนิดอีกครั้ง บนพื้นที่ กว่า 7 ไร่ ของสวนสาธารณะกลางกรุง เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ในวงกว้างต่อชนรุ่นหลังสืบไป
       

       ศ.ดร. ธวัชชัย สันติสุข ราชบัณฑิต รองประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดงาน กล่าวว่า เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยการผลิตอาหารที่มีคุณค่าทาง โภชนาการและปลอดภัยจากสารพิษ จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างฟาร์มตัวอย่าง เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษ โดยทุกแห่งของโครงการฟาร์มตัวอย่าง ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ปลูกกล้วยเป็นพืชหลัก เนื่องจากเป็นพืชสวนที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จากทุกส่วน
       

       ทั้งนี้ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 77 พรรษา 12 ส.ค.52  นอกจากงาน"สีสันพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ" ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพร้อมกันอย่างยิ่ง ใหญ่แล้ว ภายในพื้นที่เดียวกัน งาน "มหกรรมกล้วยแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ" ภายใต้แนวคิด "กล้วยพืชแห่งชีวิต" ก็นับเป็นอีกไฮไลต์เด็ดของปีนี้ที่บรรดาคนรักต้นไม้ไม่ควรพลาด!
       

       อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร รอบอาคาร 6 เหลี่ยม จำนวน 3 หลัง แบ่งเป็น นิทรรสการ "กล้วยของแม่" ในโครงการฟาร์มตัวอย่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ,นิทรรศการ "อาหารจากกล้วย 29 ชนิด" เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามพระราชดำริในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันใน ร.ร.ตำรวจตระเวนชายแดน
       

       นิทรรศการ "อนุรักษ์เชื้อพันธุ์กล้วย" ตามพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, นิทรรศการแสดงความหลากหลายทางสายพันธุของกล้วย ซึ่งงานนี้จะมีมาให้ชมทั้งของจริงและรูปภาพ(ต้น/เครือ/ผล) ที่ติดป้ายแสดงข้อมูลเฉพาะของกล้วยแต่ละสายพันธุ์ไว้อย่างครบถ้วน
        
       นิทรรศการ "กล้วยแห่งชีวิต" ที่จัดแสดงการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ของต้นกล้วยในวิถีชีวิตคนไทย อาทิ สาธิตการทำบายศรี,ธูปเทียนแพ ตะกร้าสานฯลฯ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย โดยเครือข่ายคนรักกล้วยทั้งภาครัฐและเอกชน
       

       นอก จากนี้ยังมี กิจกรรมการประกวดผลผลิตจากกล้วยพันธุ์ต่างๆ เพื่อการบริโภคและเพื่อการใช้สอย การประกวดงานศิลป์ สิ่งประดิษฐ์จากใบกล้วย และ การประกวดของเล่นจากกล้วย ไปจนถึงการประกวดผลผลิตกล้วยแปลกและหายาก ให้ชมกันในงาน รวมทั้งการบรรยายพิเศษ เรื่อง "มุมมองกล้วยพืชแห่งชีวิต" การเสวนาเรื่อง "มุมมองการพัฒนาการผลิตการตลาดกล้วยไทย" และการเสวนาเรื่อง "มุมมองการแปรรูปและใช้ประโยชน์จากกล้วยในชีวิตประจำวัน" ที่รับจำนวนจำกัด คัดเฉพาะผู้ที่สนใจเรื่องกล้วยตัวจริงเพียง 100 คนเท่านั้น เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนากล้วยไทยอย่างยั่งยืน
       

       งาน นี้ทั้งช็อป ทั้งชิม เต็มอิ่มกับสารพัดความรู้ที่มากด้วยคุณค่าเกี่ยวกับกล้วยนานาชนิด ตั้งแต่ วันที่ 11-16 ส.ค. 52 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จตุจักร และจะ จัดให้ประชาชนทั่วไปร่วมกันจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 12 ส.ค. 52 (วันแม่แห่งชาติ) เวลา 19.29 น. ด้วย 
       
       



     
ศ.ดร.ธวัชชัย สันติสุข 108 พันธุ์กล้วยไทย มีมาจำหน่ายในงาน ราคา 780 บาท ต้นกล้วย ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน
     
ปลีกล้วย ทำอาหารได้หลายเมนู กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยเศรษฐกิจของไทย ขนมไทยหลายอย่าง ทำจากกล้วย
     
กล้วยกวนในรูปแบบข้าวต้มมัดจิ๋ว ขนม อาหารว่างหลากชนิดจากกล้วยแปรรูปหลาก เค้กกล้วยหอมช็อกโกแลต
     
ข้าวยำกล้วยตาก เมนูนี้ใช้กล้วยตากเป็นเครื่องเคียงของข้าวยำ สบู่เหลว และ เจลล้างมือฆ่าเชื้อ กลิ่นกล้วยหอม ดอกไม้สีสวยนานาพันธุ์ มีให้ชมและช็อปในงานเดียวกัน
     
 
http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000089095


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

ธปท.อ้าแขนรับแบงก์นอก เปิด 3 สาขา-ขยายธุรกิจมากขึ้น

ธปท.อ้าแขนรับแบงก์นอก เปิด 3 สาขา-ขยายธุรกิจมากขึ้น
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 สิงหาคม 2552 08:01 น.
       แบงก์ ชาติสนับสนุนให้สาขาธนาคารต่างชาติเปิดสาขาเพิ่มได้เป็น 3 สาขา พร้อมแนะปรับเปลี่ยนเป็นบริษัทย่อยมากขึ้น หวังให้ต่างชาตินำเทคโนโลยีและความรู้ใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาระบบการเงินไทย
       

       นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การใช้แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (มาสเตอร์แพลน) ฉบับที่ 2 ในช่วงไตรมาสที่ 4 นี้ แนวทางหนึ่งที่จะผ่อนคลายให้สาขาธนาคารต่างชาติจากเดิมที่มีการเปิดสาขาได้ แค่เพียงสาขาเดียวจะเพิ่มเป็นเปิดสาขาได้เพิ่มอีก 2 แห่ง ทำให้สาขาธนาคารต่างชาติสามารถเปิดสาขาไทยได้ 3 สาขา ขณะที่ธนาคารต่างชาติที่จดทะเบียนในไทย ซึ่งมีบริษัทแม่ในต่างประเทศจะเปิดสาขาเพิ่มเติมได้เช่นกัน
       
       "แบงก์ชาติต้องการสนับสนุนให้สถาบันการเงินในต่างประเทศเข้ามามี บทบาทมากขึ้น เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ๆ และความรู้ด้านการเงินใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาระบบการเงินไทย เราจึงจูงใจให้สถาบันการเงินต่างชาติเปลี่ยนจากสาขามาเป็นบริษัทย่อยมากขึ้น " ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
       
       ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ไทยจะไม่อนุญาตให้เพิ่มจำนวนสถาบันการเงินในระบบ เพิ่มเติม แต่หันมาเน้นการควบรวมกิจการให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ไทยมีการเติบโตที่แข็งแกร่งและมีเสาหลักในการทำธุรกิจ ที่มีความมั่นคง ธปท.จึงได้ส่งเสริมแนวทางนี้ และวิธีหนึ่งที่ ธปท.ได้เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาอยู่ คือ การลดหย่อนภาษีในการโอนสินทรัพย์ระหว่างกัน เนื่องจากมองว่าภาษีถือเป็นต้นทุนที่สำคัญ หากมีการลดส่วนนี้ได้เชื่อว่าจะเป็นการจูงใจให้นักลงทุนชาติเข้ามามีบทบาทใน ไทยมากขึ้น
       
       ก่อนหน้านี้ นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า แผนมาสเตอร์แพลน ฉบับที่ 2 นี้ ธปท.จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหม่ในระบบการเงิน ไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเข้ามาในรูปแบบธุรกิจเฉพาะที่ระบบเงินไทยยังขาดอยู่ ขณะที่สถาบันการเงินไทยจะขยายขอบเขตในการทำธุรกิจ รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายมากขึ้น แต่จะเน้นหลักการบริหารความเสี่ยงที่ดี ดังนั้นหากสถาบันการเงินรายใดในระบบดำเนินธุรกิจได้ดี ธปท.พร้อมจะให้ความเป็นอิสระในการทำธุรกิจโดยไม่ต้องเข้าไปกำกับดูแลมาก เหมือนในปัจจุบัน
       
       ทั้งนี้ แผนมาสเตอร์แพลนดังกล่าวเป็นแผนพัฒนาระบบการเงินไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้า คือ ในช่วงปี 2552-2556 มุ่งเน้น 3-4 เรื่องหลัก ได้แก่
1.ลดต้นทุนระบบสถาบันการเงินไทยต่ำลง เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการได้รับต้นทุนต่ำ และสถาบันการเงินไทยสามารถแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ต่างชาติได้
2.สร้างประสิทธิภาพระบบการเงินไทยให้มากขึ้น โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ให้สามารถปรับลดลงได้อีกและในระยะยาวคือ ไม่เกิน 5 ปีนี้ ควรอยู่ในระดับต่ำ
       
       "ในส่วนของการสร้างประสิทธิภาพระบบการเงินให้มีมากขึ้นธปท.ยังเน้น ให้มีการลดบทบาทของภาครัฐในการเข้าไปบริหารจัดการธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมาการดำเนินการดังกล่าวภาครัฐไม่ประสบความสำเร็จ และไม่สะท้อนการทำงานของภาคเอกชนแท้จริง"นายบัณฑิตกล่าว
       
3.การเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น โดยเน้นให้ระบบสถาบันการเงินไทยมีบริการสถาบันการเงินระดับรากหญ้า(ไมโคร ไฟแนนซ์) อิสลามไฟแนนซ์ การปริวรรตเงินตรา และรับฝากหลักทรัพย์ เป็นต้น และ
4.การพัฒนาการบริหารความเสี่ยงธนาคารพาณิชย์ไทยดีกว่าในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้สถาบันการเงินไทยเสียเปรียบการแข่งขันกับต่างชาติ จึงควรพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมีให้ครบมากกว่าในปัจจุบัน อาทิ การพัฒนาข้อมูลเครดิต ปรับปรุงกฎหมาย พัฒนาบุคลากร และพัฒนาตลาด โดยเฉพาะการประกันความเสี่ยง

 
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000093489
คลังข้อมูลข่าวธุรกิจ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

ขรก.โปรดทราบ! คลังลุยคุมเบิกค่ารักษาบานเบอะ เผยใช้น้อยเกษียณรับบำนาญพิเศษ

ขรก.โปรดทราบ! คลังลุยคุมเบิกค่ารักษาบานเบอะ เผยใช้น้อยเกษียณรับบำนาญพิเศษ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 สิงหาคม 2552 08:09 น.
       กรมบัญชีกลาง หาทางออกงบรักษาพยาบาลข้าราชการบานเบอะ หาค่าเฉลี่ยรักษาพยาบาล เน้นไม่ลิดรอดสิทธิเดิม หากไม่ใช้สมทบเป็นบำนาญพิเศษหลังเกษียณ ด้านสปสช.ไม่ เห็นด้วยไม่ช่วยแก้ปัญหา ด้าน  "อ.อัมมาร" ชี้ คู่สมรส-บุตร โยกสิทธิเข้าประกันสังคม ผลดีในระยะยาว แต่รัฐบาลต้องคิดหน้าคิดหลัง เตรียมความพร้อมไม่งั้นปัญหาตามมาแน่ ขณะที่รวม 3 กองทุน เกิดยาก หาช่องทางบริหารจัดการบริการสุขภาพให้เท่าเทียมกันโดยไม่รวมกองทุนเป็นไปได้ มากกว่า
       
       นายมนัส แจ่มเวหา ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง นักวิชาการคลัง 10 ชช.กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวในการประชุมสัมมนาแนวทางการประสานความร่วมมือระหว่างกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า ได้หาวิธีแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสวัสดิการข้าราชการที่สูง เกินกว่าที่งบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้ ด้วยการนำงบประมาณของปีที่ผ่านมาที่ข้าราชการมีการเบิกจ่ายด้านรักษาพยาบาล ทั้งหมดหารด้วยจำนวนข้าราชการ และผู้มีสิทธิทั้งหมด โดยยึดหลักว่าจะต้องไม่ลิดรอนสิทธิที่มีอยู่สมมติว่าได้ค่าเฉลี่ยต่อคน 1 หมื่นบาทต่อปี โดยจะแบ่งค่าเฉลี่ยดังกล่าวเป็น 3 กองทุน 1.กองทุนสะสม 2,000 บาท 2.กองทุนการรักษาพยาบาล 5,000 บาท และ 3.กองทุนรักษาพยาบาลสำหรับโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง 3,000 บาท
       
       "ทั้งนี้ หากในแต่ละปีข้าราชการไม่ได้ใช้สิทธิในกองทุนในส่วนใด ก็จะนำงบประมาณดังกล่าวมาสมทบให้กับข้าราชการคนนั้นๆ และนำไปรวมกับจ่ายให้เป็นบำนาญพิเศษภายหลังจากเกษียณ ถือว่าเป็นแรงจูงใจในการออมอีกลักษณะหนึ่งไปได้คืนในช่วงเกษียณ และยังช่วยในการควบคุมการใช้งบประมาณด้านการรักษาพยาบาลให้เพียงพอต่องบ ประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้" นายมนัส กล่าว
       
       นายมนัส กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวเป็นเพียงแนวคิดของผู้ที่เสนอมา ซึ่งกรมเพิ่งจะมีการนำแนวคิดดังกล่าวมาดูในรายละเอียดเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อมูลและแนวทางรูปแบบอื่นๆ อาทิ การร่วมจ่ายในการรักษาพยาบาล ฯลฯ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการใช้งบประมาณในการรักษาพยาบาลที่สูงต่อไป โดยยังไม่มีการกำหนดว่าจะต้องสรุปแนวทางเมื่อใด แต่ต้องยึดหลักว่ารูปแบบนั้นจะต้องไม่ลิดรอนสิทธิของข้าราชการที่มีอยู่เดิม
       
       "ส่วนประเด็นเรื่องการรวมระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลทั้งสวัสดิการข้า ราชการ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าบริหารจัดการร่วมกันนั้น เห็นว่า ไม่ควรมีการรวมการบริหารจัดการ แต่ควรร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการรักษาพยาบาลเพื่อให้ประโยชน์ด้านการ บริหารจัดการที่ดีขึ้น หรือร่วมมือในการเจรจาต่อรองราคายา" นายมนัส กล่าว
       
       นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสปสช. กล่าวว่า แนวคิดเรื่องนี้ของกรมบัญชีกลางถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือว่าเป็นการให้สวัสดิการข้าราชการอีกทาง แต่การนำฐานข้อมูลที่ผิดๆ อย่างการใช้งบประมาณปีที่ผ่านมามาเป็นฐานคำนวณ ก็เป็นเรื่องที่ผิดตั้งแต่ต้นแล้วเนื่องจากงบประมาณที่ใช้ไปในแต่ละปีเป็นงบ ประมาณที่มีการใช้กับการรักษาพยาบาลที่เกินความจำเป็นและมีราคาแพง แทนที่จะนำข้อมูลการใช้บริการที่เป็นจริงและเฉพาะที่จำเป็น อีกทั้งยังถือว่าไม่ได้แก้ไขจุดอ่อนของสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้า ราชการที่มีปัญหาเรื่องการตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐานของงบประมาณที่เสียไปได้
       
       "นอกจากนี้ หากรัฐจะดำเนินการเช่นนี้จะถือว่าเป็นการให้สิทธิบำนาญซับซ้อนหรือไม่ อีกทั้งแนวความคิดที่ยึดหลักว่าจะต้องไม่ลิดรอนสิทธิข้าราชการเดิม ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดตั้งแต่ต้น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่าจะทำอย่างไรให้ระบบบริหารจัดการของสวัสดิการรักษา พยาบาลข้าราชการให้มีประสิทธิภาพ และได้รับสิทธิทางการแพทย์ที่จำเป็น และใช้ยาที่เหมาะสมจะดีกว่า เพราะจากเดิมที่ไม่เคยมีการบริหารจัดการการใช้งบประมาณดังกล่าว มาถูกบริหารจัดการ มาถูกตรวจสอบก็ย่อมถูกมองว่าได้รับผลกระทบแน่นอน และการบริหารจัดการที่จะดำเนินการต่อไปจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร" นพ.ประทีป กล่าว
       
       ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการประชุมสัมมนาแนวทางการประสานความร่วมมือระหว่างกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า การรวมกองทุนสุขภาพทั้ง 3 กองทุน คือ กองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้ 1-2 ปีนี้ โดยที่การปรับรวมกองทุนต้องเป็นนโยบายของรัฐบาลไม่ใช่ข้อเสนอของนักวิชาการ หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง โดยจะต้องมีกระบวนการขั้นตอนที่จำเป็นต้องใช้เวลาอาจมีการวางแผนเตรียมการ ล่วงหน้าในอีก 10-15 ปี และมานั่งทบทวนว่าจะมีวิธีการบริหารจัดการอย่างไร
       
       "อย่างไรก็ตาม การรวมกองทุนถือเป็นเรื่องเล็กเมื่อเปรียบกับการจัดการระบบการให้บริการ รักษาพยาบาลเป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น การนำเงินจากกองทุนต่างๆ มาใช้ในการรักษาพยาบาลในแต่ละปีให้เท่ากัน เนื่องจากปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลของในระบบสวัสดิการราชการสูงเกินไป ขณะที่ค่ารักษาในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าต่ำเกินไป" ดร.อัมมาร กล่าว
       
       ดร.อัมมาร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการย้ายคู่สมรสและบุตรจากสิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ มาใช้สิทธิ์ประกันสังคมนั้น ในระยะยาวถือเป็นเรื่องที่ดี รวมถึงการที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนได้รับสิทธิการรักษาเดี่ยวกันและใช้สถาน พยาบาลเดียวกันเป็นผลดีทางการแพทย์ และทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในระบบประกันสังคมมากขึ้น อย่างไรก็ตามการจะเปลี่ยนแปลงระบบต้องมีการเตรียมความพร้อม หากทำแบบไม่คิดหน้าคิดหลังอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้
       
       ด้านนพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า การรวมกองทุนทั้ง 3 กองทุนเป็นเรื่องยาก แต่การบริการจัดการทั้ง 3 กองทุนให้ได้รับการบริการรักษาพยาบาลในมาตรฐานเท่าเทียมกันเป็นเรื่องที่ สามารถเป็นไปได้มากกว่า ทั้งนี้ ปัจจุบันสิทธิการรักษาพยาบาลในแต่ละกองทุนได้รับเหมือนกันแต่การจ่ายเงิน เข้ากองทุนไม่เท่ากัน ทำให้การรับบริการรักษาพยาบาลมีคุณภาพต่างกัน
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000095514

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทางหลวงเปิดใช้ถนนตัดใหม่ 2 สาย เชื่อมวงแหวนตอ.ทะลุรามอินทรา-สุขาภิบาล 1





วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 14:42:23 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ [อ่านล่าสุด 1766 คน]

ทางหลวงเปิดใช้ถนนตัดใหม่ 2 สาย เชื่อมวงแหวนตอ.ทะลุรามอินทรา-สุขาภิบาล 1

กรมทางหลวงเตรียมเปิดใช้ถนนใหม่ 2 สาย ถนนสุขาภิบาล 1-วงแหวนรอบนอกตะวันออก และถนนรัชดาฯ-รามอินทรา ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 351 (ถนนเกษตร-นวมินทร์) ขนาด6-8ช่องจราจร คาดเปิดใช้ต.ค.นี้ ชี้หากแล้วเสร็จจะช่วยแก้ปัญหารถติดบริเวณถนนรัตนาธิเบศร์ งามวงศ์วาน สี่แยกเกษตร และถนนนวมินทร์ตัดใหม่ได้เพียบ

หลังประสบปัญหาหลายด้านทั้งผู้รับเหมาขาดสภาพคล่องทางการเงิน น้ำท่วม และการเวนคืนที่ดินที่ล่าช้ามาก ทำให้งานก่อสร้างถนนตัดใหม่ 2 สายของกรมทางหลวง (ทล.) คือ ถนนสุขาภิบาล 1-วงแหวนรอบนอกตะวันออก ระยะทาง 3 กิโลเมตร และถนนรัชดาฯ-รามอินทรา ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 351 (ถนนเกษตร-นวมินทร์) ไปบรรจบถนนรามอินทรา (ทางหลวงหมายเลข 304) บริเวณศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ระยะทาง 4.5 กิโลเมตร ต้องเลื่อนการเปิดใช้จากกำหนดเดิมเป็นแรมปี ล่าสุด ทล.ได้ฤกษ์เปิดใช้ถนนสายใหม่ 2 สายอย่างเต็มรูปแบบแล้ว

 

"สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" อธิบดีกรมทางหลวง ยืนยันว่าภายในเดือนตุลาคมนี้ จะเปิดให้ใช้ถนนตัดใหม่ทั้ง 2 สายได้ หลังเคลียร์ปัญหาทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย และให้ผู้รับเหมาทั้ง 2 โครงการเร่งมือก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ปี 2553 ให้กับคนกรุงเทพฯ 

 

โครงการก่อสร้างถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกมาบรรจบกับสุขาภิบาล 1 หลังติดปัญหาการเวนคืนที่ดิน 100-200 เมตร ปัจจุบันกรมทางหลวงได้เวนคืนที่ดินและมอบพื้นที่ทั้งหมดให้บริษัทผู้รับจ้างทำการก่อสร้างคืบหน้าไปมากแล้ว เหลืองานก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ จะแล้วเสร็จและเปิดใช้ได้เดือนตุลาคมนี้แน่

 

ส่วนสายรามอินทรา บรรจบถนนเกษตร-นวมินทร์ ปัจจุบันเปิดใช้ช่วงปลายทางที่เชื่อมถนนวงแหวนรอบนอกแล้ว ยังเหลืองานก่อสร้างช่วงต้นบริเวณจุดต่อเชื่อมกับซอยนวลจันทร์บางส่วน ซึ่งได้เร่งรัดบริษัทผู้รับจ้างแล้ว จากเดิมผู้รับจ้างขาดสภาพคล่อง ทล.จึงเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา จนสามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จใกล้เคียงโครงการจากถนนวงแหวนกาญนาภิเษก-สุขาภิบาล 1

 

ถนน "รัชดาฯ-รามอินทรา" เป็นถนนขนาด 6-8 ช่องจราจร พร้อมสะพานยกระดับข้ามที่ถนนสุขาภิบาล 19 ตัดถนนเกษตร-นวมินทร์ และถนนวงแหวนรอบนอก ค่าก่อสร้างทั้งโครงการ 1,499 ล้านบาท จุดเริ่มต้นอยู่ที่ถนนเกษตร-นวมินทร์ บริเวณใกล้กับจุดเชื่อมต่อกับถนนนวลจันทร์ ขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตัดถนนนวมินทร์บริเวณด้านเหนือห้างจัสโก้ จากนั้นตรงไปผ่านถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันออก บริเวณด้านใต้โครงการบางกอก บู เลอวาร์ด แล้วต่อเนื่องไปจนบรรจบกับถนนรามอินทราหน้าห้างแฟชั่นไอส์แลนด์

 

ส่วน "ถนนสุขาภิบาล 1 กับถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันออก" บริษัท สี่แสง การโยธา (1979) จำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง มี 6 ช่องจราจรไป-กลับ ค่าก่อสร้าง 768 ล้านบาท ในอนาคต ทล.จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เส้นทาง ด้วยการก่อสร้างทางต่างระดับสำหรับกลับรถ เมื่อไปถึงวงแหวนรอบนอกจะสามารถใช้ทางต่างระดับไปยังทิศทางต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องไปกลับรถไกลออกไป ขณะนี้กำลังออกแบบ จะก่อสร้างปี 2553-2554

 

โดยถนนเส้นนี้หากแล้วเสร็จจะช่วยแก้ปัญหารถติดบริเวณถนนรัตนาธิเบศร์ งามวงศ์วาน สี่แยกเกษตร และถนนนวมินทร์ตัดใหม่ เพราะเป็นเส้นทางที่ทะลวงสามแยกบริเวณนวมินทร์ที่วิ่งมาจากเกษตร รถสามารถวิ่งตรงทะลุออกไปถนนวงแหวนรอบนอกตะวันออกได้เลย จากปัจจุบันเส้นทางบางจุดยังเป็นคอขวด โดยเฉพาะช่วงแยกนวมินทร์ที่จะเลี้ยวซ้ายไปถนนรามอินทรา และเลี้ยวขวาไปบางกะปิและรามคำแหง เพราะเมื่อโครงการแล้วเสร็จ บริเวณดังกล่าวจะกลายเป็นสี่แยกจากเดิมเป็นสามแยก ช่วยระบายรถได้ไปในทิศทางต่างๆ มากขึ้น

 

แนวเส้นทางโครงการจะเริ่มต้นที่สามแยกนวมินทร์ ตัดตรงผ่านตลาดธนะสิน ชุมชนเพิ่มทรัพย์ หมู่บ้านปัฐวิกรณ์ หมู่บ้านกฤษณา หมู่บ้านปิยะพร สนามกอล์ฟนวธานี จนถึงถนนวงแหวนรอบนอก โดยช่วงสามแยกนวมินทร์ในอนาคตมีแผนจะสร้างเป็นทางต่างระดับ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางและแก้ปัญหาการจราจรติดขัดได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น 

โดยทั้ง 2 สายจะเป็นถนนตัดใหม่ที่มีเส้นทางคู่ขนานกัน มุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกันที่ถนนวงแหวนรอบนอกตะวันออก เพียงแต่มีจุดเริ่มต้นต่างกัน ต้องรอดูว่าหลังเปิดใช้เดือนตุลาคมนี้จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรคุ้มค่าสมกับที่รอคอยหรือไม่

                                      http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01col01210852&sectionid=0116&day=2009-08-21

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/

เจาะใจมูฮัมหมัด ยูนุส ′นายธนาคารนอกกระแส′ ′ธุรกิจเพื่อสังคม

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 18:28:37 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ [อ่านล่าสุด 83 คน]

เจาะใจมูฮัมหมัด ยูนุส ′นายธนาคารนอกกระแส′ ′ธุรกิจเพื่อสังคม

บทสัมภาษณ์พิเศษ "มูฮัมหมัด ยูนุส " นักเศรษฐศาสตร์ติดดินเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพประจำปี 2006 ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน ′ธนาคารเพื่อคนจน′ ตามคำถามใหญ่ ๆ ว่าด้วยเรื่องวิกฤต โลก โอกาส การรุกคืบของธนาคารพาณิชย์กระแสหลักใน ′ตลาดคนจน′และอนาคตของไมโครไฟแนนซ์

ในโอกาสที่มูฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ติดดินเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพประจำปี 2006 ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน ′ธนาคารเพื่อคนจน′ แห่งแรกของโลก เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ Yunus Center ที่ Asian Institute of Technology ในวันที่ 19 สิงหาคม 2552    " สฤณี อาชวานันทกุล"   พร้อมสมาชิกทีมวิจัยองค์กรการเงินชุมชนบางท่าน และ ประชาชาติธุรกิจ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักธุรกิจเพื่อสังคมที่โด่งดังที่สุดในโลก

 

บิดาแห่งแนวคิด ′การเงินขนาดจิ๋ว′ หรือไมโครไฟแนนซ์ คิดอย่างไรเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งล่าสุด ความสนใจของธนาคารพาณิชย์กระแสหลักในการเจาะ ′ตลาดคนจน′ นั้นเป็นกระแสที่น่ายินดีเพียงใด เขาคิดว่า ′สปิริต′ ของไมโครไฟแนนซ์ควรเป็นอย่างไร ภาครัฐควรมีบทบาทใดบ้าง และเหตุใดเขาจึงเชื่อว่าธุรกิจนี้จะต้องทำในลักษณะ ′ธุรกิจเพื่อสังคม′ (social business) จึงจะช่วยคนจนให้หลุดพ้นจากบ่วงความจนได้อย่างยั่งยืน

 

พบกับคำตอบได้ในบทสัมภาษณ์พิเศษที่จะกระตุ้นทั้งสมองและหัวใจ จากถ้อยคำของ ′นายธนาคารนอกกระแส′ ผู้ยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนจนมาตลอดชีวิต

 

@วิกฤตโลก โอกาส และการออกแบบระบบใหม่

ประเด็นที่ผมพูดอยู่เสมอเกี่ยวกับวิกฤตการเงินรอบนี้คือ นี่เป็นวิกฤตที่หยั่งรากลึกที่สุดที่เราเคยประสบมา เราไม่รู้ว่ามันจะอยู่นานเท่าไร แต่ที่แน่ๆ คือมันสั่นคลอนโลกทั้งใบ ฉะนั้นด้านหนึ่งของเรื่องนี้คือระดับความรุนแรงและความลึกของมัน ด้านนี้เป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นสำหรับผม เพราะมันมอบโอกาสให้เราออกแบบระบบเสียใหม่ ประเด็นนี้เข้าใจง่ายมากคือ เวลาที่สิ่งต่างๆ ใช้การได้ คุณจะไม่อยากเปลี่ยนมัน ถึงแม้ว่าบางครั้งคุณอาจไม่มีความสุขกับมัน อย่างน้อยมันก็ใช้การได้ ไม่ต้องไปแตะต้องมันหรอก แต่ภาวะที่ระบบใช้การไม่ได้เป็นเวลาที่คุณจะเริ่มยุ่งกับมัน ทบทวนการเปลี่ยนแปลงที่เคยทำ ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเวลาของเรา เป็นเวลาที่เราจะเปลี่ยนแปลงระบบทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ปรับชิ้นส่วนเล็กๆ ตรงนี้นิดตรงนั้นหน่อย ผมคิดว่าเราไม่ควรปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านเลยไป เพราะถ้าระบบกลับคืนสู่สภาวะปกติของมัน จะไม่มีใครยอมให้คุณแตะอะไรเลย นั่นแปลว่าเราจะพลาดโอกาสที่จะสร้างระบบใหม่ ระบบที่จะไม่มีช่องโหว่และหลุมบ่อและปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ที่เราเห็นกันไปแล้ว นี่คือด้านหนึ่งของวิกฤตที่ผมมอง

 

อีกด้านหนึ่งคือ นี่ไม่ใช่วิกฤตเพียงวิกฤตเดียวแบบที่หนังสือพิมพ์และสื่ออื่นๆ ชอบวาดภาพ ในเมื่อนี่เป็นวิกฤตการเงิน ทุกคนก็เลยยุ่งอยู่กับการตามติดอัตราการว่างงาน ดูว่าตลาดหุ้นกำลังขึ้นหรือลง ภาพแบบนี้เป็นภาพที่แบนมาก เราไม่ควรลืมว่า 2008 เป็นปีที่เราเห็นวิกฤตอาหาร ซึ่งเป็นวิกฤตที่ใหญ่มาก กระทั่งประเทศที่นำเข้าอาหารสุทธิอย่างฟิลิปปินส์ยังต้องเผชิญกับวิกฤตเพราะสั่งซื้ออาหารไม่ได้ ไม่มีใครขายให้ ปัจจุบันปัญหานี้ยังคงอยู่ มันไม่ได้หายไปไหน มันเพียงแต่หายไปจากสื่อเพราะสื่อมัวแต่ยุ่งกับเรื่องอื่น วิกฤตอาหารยังเป็นวิกฤตที่รุนแรงมาก

 

นอกจากนี้ 2008 ยังเป็นปีของวิกฤตพลังงาน วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นไปถึง 150 เหรียญต่อบาร์เรล วิกฤตนี้ก็ยังอยู่เหมือนกัน เรายังแก้ปัญหาไม่ตก ตอนนี้มันแค่แผ่วลงเล็กน้อยโดยสถานการณ์ (อุปสงค์ลดลงในช่วงภาวะเศรษฐกิจซบเซา) แต่ทันทีที่คุณให้โอกาสมัน มันก็จะปะทุเป็นวิกฤตขึ้นมาใหม่ ยังไม่นับวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่วิกฤตมานานแล้ว และวิกฤตทางสังคม คือปัญหาความยากจน สุขภาพเสื่อมโทรม โรคระบาด เรามองว่าวิกฤตเหล่านี้เป็นวิกฤตโดดๆ เพราะเราตีมูลค่าของมันแยกกัน แต่ในความเป็นจริง วิกฤตเหล่านี้ล้วนมีรากสาเหตุเดียวกันที่ก่อปัญหาทั้งหมด  ดังนั้นเราจึงต้องสาวไปให้ถึงรากและเริ่มออกแบบระบบเสียใหม่ ในทางที่จะทำให้เราจัดการกับปัญหาทั้งหมดนี้ได้ ไม่ใช่ตามแก้ไปทีละอัน เช่นบอกว่าหุ้นขึ้นแล้ว อัตราว่างงานลดลงแล้ว แปลว่าสถานการณ์ดีแล้ว สถานการณ์ที่แท้จริงไม่มีทางดีเลย สิ่งแวดล้อมก็ไม่ดี ยังเป็นวิกฤตที่ร้ายแรงมากในหลายประเทศรวมทั้งบังกลาเทศ

 

ทั้งหมดนี้หมายความว่าเราจะต้องฉวยโอกาส เราควรทุ่มเทพลังสร้างสรรค์ของเราในการแสวงหาและประเมินความคิดทั้งหมดที่สร้างสรรค์ แล้วใส่มันลงไปในระบบใหม่ อย่ารอให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติก่อน

 

@เจตจำนงทางการเมืองในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าผู้นำทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาจะทำอย่างที่ผมพูด เพราะกำลังยุ่งกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างเช่นอัตราการว่างงาน รัฐบาลยุ่งกับตัวเลขนี้เพราะพวกเขาไม่ชอบเห็นมันสูงขึ้น และพวกเขาก็ไม่ชอบเห็นตลาดหุ้นตก พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับการ ′แก้ไข′ เรื่องเหล่านี้เพราะสื่อคอยประโคมกรอกหูอยู่ทุกนาที สื่อไม่พูดเรื่องวิกฤตอาหารหรือวิกฤตพลังงานหรือวิกฤตสิ่งแวดล้อมเพราะไม่มีใครพูดเรื่องพวกนี้ ประธานาธิบดีจะกังวลไปทำไม ประธานาธิบดีกังวลแต่เรื่องที่กระทบกับท่านโดยตรง สถานการณ์ในยุโรปก็เหมือนกัน นี่คือเหตุผลที่เราพยายามยกประเด็นเหล่านี้ให้ผู้นำ G8 ตระหนัก ตอนที่พวกเขาไปประชุมกันที่อิตาลี อย่างน้อยก็พยายามผลักดันให้พวกเขาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เชิงระบบ แต่ไม่มีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีคนไหนที่ริเริ่มเรื่องนี้ พวกเขากังวลอยู่แค่วิธีแก้ปัญหาหุ้นตก ปัญหาที่เป็นชิ้นๆ ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด พวกเขายังดูประเด็นฉาบฉวย ไม่ใช่ประเด็นที่อยู่ลึกกว่านั้น ดังนั้นเราจึงต้องดึงความสนใจของพวกเขาให้ได้ เพราะถ้าเราพลาดโอกาสนี้ไป ก็จะเป็นเรื่องยากมากที่จะหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาภายหลัง เพราะถ้าเราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อเศรษฐกิจเดินต่อไปได้แล้วก็จะไม่มีใครอยากแตะเรื่องนี้อีก

 

ตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่เราพยายามเสนอคือ เราต้องแก้ไขระบบการเงินอย่างจริงจังเพราะมันเป็นระบบที่เอียงกะเท่เร่ มุ่งให้บริการแต่คนรวยทั้งหลาย ระบบการเงินให้ความสำคัญกับคนที่มีเงินเยอะอยู่แล้ว พวกเขาทำเงินได้มากมายมหาศาลกว่าเดิมในระบบการเงินด้วยการใช้กลไกในระบบ คนที่ไม่มีเงินไม่อยู่ในระบบนี้ คนส่วนใหญ่ในโลก ประชากรสองในสามไม่เกี่ยวอะไรแม้แต่น้อยกับระบบธนาคารพาณิชย์ มีคนมากมายด้วยซ้ำที่เปิดบัญชีกับธนาคารไม่ได้ทั้งๆ ที่ต้องการฝากเงินของตัวเอง เพราะพวกเขาเล็กเกินกว่าที่ธนาคารจะสนใจ ในอเมริกา คนจำนวนมากที่ทำงานให้กับโรงงานหรือบริษัทไม่สามารถเอาเช็คเงินเดือนไปเข้าธนาคารได้ องค์กรที่เรียกว่าบริษัทรับซื้อเช็คจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศ บริษัทพวกนี้มีรายได้ดีมากเพียงเพราะคนไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ บริษัทอีกแบบหนึ่งเรียกตัวเองว่า สินเชื่อวันเงินเดือนออก (payday loans) คิดดอกเบี้ย 50 เปอร์เซ็นต์, 500 เปอร์เซ็นต์, 1,000 เปอร์เซ็นต์, 1,500 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่แค่ในเมืองเมืองเดียว มีทั่วทั้งอเมริกา

 

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าระบบปัจจุบันป่วยขนาดไหน ระบบนี้จัดการกับประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ เราจะต้องสร้างระบบการเงินที่ครอบคลุม ระบบที่คนทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในระบบธุรกิจ ทำธุรกรรมกับธนาคาร ที่ผมพูดมานี่แค่ด้านเดียวเท่านั้นคือด้านการเงิน ด้านอื่นๆ มีประเด็นมากมายที่เอียงกะเท่เร่ไปเข้าข้างคนรวยเหมือนกัน ไม่เชื่อมโยงกับคนเดินดิน ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เราต้องแก้ไข

 

@การรุกคืบของธนาคารพาณิชย์กระแสหลักใน ′ตลาดคนจน′

จริงอยู่ที่ธนาคารขนาดยักษ์หลายแห่งออกมาประกาศว่าพวกเขาจะทำไมโครไฟแนนซ์ แต่พวกเขาไม่ได้ทำผ่านประตูธุรกิจปกติ คุณไม่เห็นธนาคารอย่างดอยช์แบงก์ทำไมโครไฟแนนซ์เองหรอก พวกเขาให้เงินกับสถาบันไมโครไฟแนนซ์ บอกว่า โอเค นี่เงิน คุณไปทำนะ นั่นไม่ได้หมายความว่าธนาคารแห่งนั้นกำลัง ′ทำ′ ไมโครไฟแนนซ์ มันเป็นแค่ปฏิกิริยาต่อคนที่บ่นว่าทำไมธนาคารไม่ทำธุรกิจนี้ ธนาคารก็เลยให้เงิน จะได้ลืมเรื่องนี้ไปได้

 

นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดี ประเด็นสำคัญคือระบบธนาคารจะต้องเปลี่ยน ไมโครไฟแนนซ์ไม่ใช่การกุศล ไม่ใช่อะไรที่คุณทำแบบขอไปที ทำไมธนาคารถึงปฏิเสธที่จะให้บริการกับคนจน? ถ้าคุณคิดว่าคุณปล่อยกู้เป็น คุณก็ทำธุรกิจกับคนจนได้ คนจนควรเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ คุณไม่ควรแบ่งแยกคนจนออกเป็นกลุ่มพิเศษ เขาก็เหมือนกับลูกค้ารายอื่นๆ ที่ธนาคารรับใช้ ถ้าคุณมองว่าคนบางกลุ่มมีความต้องการพิเศษ โอเค คุณก็ไปเปิดสาขาต่างหากที่รับเฉพาะคนจน เหมือนกับที่คุณอาจเปิดสาขาต่างหากสำหรับลูกค้าชนชั้นกลาง อีกสาขาสำหรับลูกค้าธุรกิจ ฯลฯ ทำแบบนี้ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ธนาคารไม่ได้ทำแบบนี้ ไม่ได้ทำไมโครไฟแนนซ์ผ่านประตูธุรกิจตามปกติ แต่ทำผ่านประตู "ซีเอสอาร์" หรือประตู "มูลนิธิ" การทำวิธีนี้อาจจะโอเคในเบื้องต้น ระหว่างที่ธนาคารทำความคุ้นเคยกับคนจน บางทีวันหนึ่งคุณอาจจะเปิดรับพวกเขาทางประตูหน้าก็ได้ แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้น ไมโครไฟแนนซ์ก็จะเป็นเพียงเชิงอรรถในธุรกิจของธนาคาร

 

ประเด็นที่สองคือ ธนาคารกระแสหลักกำลังให้เงินทำไมโครไฟแนนซ์ในประเทศยากจนในฐานะหนึ่งในกิจกรรมที่ธนาคารสนับสนุน ผมต่อต้านเงินที่โอนมาแบบนี้ สมมุติว่าโอนจากนิวยอร์กมาเข้าสถาบันไมโครไฟแนนซ์ในเมืองไทย ผมมองว่าเมืองไทยมีเงินเยอะแยะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน การโอนเงินจากศูนย์การเงินในนิวยอร์กมายังไทยทำให้คนจนต้องรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เสร็จแล้วคุณก็ไปโฆษณาว่าไมโครไฟแนนซ์เป็นโอกาสทำเงินสำหรับคนนิวยอร์ก

 

ผมมองว่าในแง่หนึ่งเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เพราะคุณกำลังส่งเสริมให้คนรวยทำเงินจากคนจนด้วยการปล่อยกู้ ผมไม่คิดว่าคนจนควรถูกเอาไปโฆษณาว่าเป็นโอกาสทำเงินของคนรวย คุณควรทำไมโครไฟแนนซ์ด้วยสปิริตอีกแบบหนึ่ง คือมองว่านี่เป็นโอกาสที่จะช่วยเหลือให้คนจนหายจน เพราะเจ้าหนี้นอกระบบก็ปล่อยกู้ให้กับคนจนเหมือนกัน นั่นไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นวีรบุรุษ เพราะพวกเขาขูดรีดทุกอย่างไปจากคนจน ด้วยเหตุนั้น ลำพังการทำกำไรจึงไม่ได้แปลว่ามันคือไมโครไฟแนนซ์ กำเนิดของไมโครไฟแนนซ์มีเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง เหตุผลคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่คนสามารถดึงตัวเองให้พ้นบ่วงความจน ฉะนั้นเราต้องใส่สปิริตนี้เข้าไป แทนที่จะแสดงให้เห็นว่าดูสิ เราทำกำไรได้ เวลาที่คนโอนเงินจากศูนย์การเงินขนาดใหญ่ พวกเขากำลังบอกว่านี่เป็น ′ตลาด′ ที่ต้องเจาะ นี่เป็นโอกาสที่เราจะทำเงิน สารนี้ไม่ใช่สารที่น่ายินดีเลย

ดังนั้นในมุมมองของผม ไมโครไฟแนนซ์จึงควรทำในลักษณะ ′ธุรกิจเพื่อสังคม′ ซึ่งในนิยามของผมคือกิจการที่ไม่เอากำไรเป็นตัวตั้ง ไม่จ่ายเงินปันผลแลกกับการช่วยให้คนพ้นจากความเดือดร้อน ถ้าบางคนบอกว่าเราอยู่ในธุรกิจที่แสวงหากำไร เราจะต้องมีกำไร ผมก็จะตอบว่า โอเค แต่คุณควรตั้งเป้ากำไรให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ - "กำไรน้อยที่สุด" ในนิยามของผมคือต้นทุนทางการเงินบวก 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าคุณอยากทำเงิน คุณก็ทำเงินได้ แต่อย่าเอากำไรมากกว่านั้น ไม่อย่างนั้นคุณจะเบี่ยงเบนออกจากสปิริตที่ควรจะเป็น

 

@คีวา (http://www.kiva.org/) กับรูปแบบใหม่ๆ ของไมโครไฟแนนซ์

ผมคิดว่าโครงการอย่างคีวาเป็นโครงการที่ดี กลุ่มผู้ก่อตั้งเป็นคนหนุ่มสาวที่มีพลังล้นเหลือและประทับใจในธนาคารกรามีนมาก พวกเขาไปเยือนเราที่บังกลาเทศและรู้สึกว่าควรทำอะไรสักอย่าง คีว่าถือกำเนิดจากจุดนั้น ผมดีใจที่เห็นคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้ลงมือทำจริง แต่ตอนนี้ขณะที่มันกำลังขยายใหญ่ บางคนก็เกิดความรู้สึกว่าปัญหาความยากจนได้หมดไปแล้ว แต่อันที่จริงปัญหายังอยู่ คีวาไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในไมโครไฟแนนซ์ เพราะมันทำให้คนรู้สึกว่าได้แก้ปัญหาด้วยการปล่อยกู้ 100 เหรียญสหรัฐ คีวามอบโอกาสให้คนธรรมดาๆ ปล่อยเงินกู้ขนาดจิ๋ว แต่มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา วิธีแก้ปัญหาอยู่ในระดับท้องถิ่น เพราะก็เหมือนกับที่ผมพูดไปแล้วก่อนหน้านี้คือ คุณกำลังโอนเงินข้ามทวีป คีวาบอกว่าคุณจะได้เงินคืน ทำให้คุณรู้สึกว่าจะได้คืนทั้งจำนวน ไม่ได้ดอกเบี้ยก็จริงแต่ได้เงินครบ เงินคุณไม่หายไปไหน ใครบอกล่ะว่าเงินไม่หาย ถ้าเกิดอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวในทางที่ทำให้สกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลง พวกเขาก็จะกดดันให้ลูกหนี้เป็นคนจ่ายผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน จะได้รับประกันเงินต้นให้กับเจ้าหนี้ได้ นี่จึงไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีสำหรับคนจนที่เป็นลูกหนี้ เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการเงินเหรียญสหรัฐ ต้องการแค่เงินบาท แต่คุณโอนไปเป็นเงินเหรียญ พวกเขาก็เลยเดือดร้อน

 

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คนออกแบบให้อยู่ในระบบ แต่ถ้าเราทำไมโครไฟแนนซ์ในระดับท้องถิ่น สถานการณ์ก็จะดีกว่านี้มาก เพียงแต่เราต้องทำในลักษณะที่เป็นธุรกิจมากขึ้น คือแทนที่จะปล่อยกู้ผ่านคีวา ถ้าคุณมีนิติบุคคลที่กฎหมายรองรับ คุณก็จะสามารถเอาเงินฝากในธนาคารไปไว้ในธนาคารไมโครไฟแนนซ์แห่งนี้ได้ แล้วคุณก็จะได้ดอกเบี้ย ไม่เสียอะไรเลย แต่คุณจะอยากฝากเงินกับธนาคารนี้เพราะคุณรู้ว่าธนาคารจะเอาเงินของคุณไปปล่อยกู้ให้กับคนจน วิธีนี้จะทำให้ไมโครไฟแนนซ์เป็นเรื่องของท้องถิ่นและทำแบบธุรกิจ คุณไม่เสียอะไร และธนาคารก็ไม่ต้องไปหาแหล่งทุนจากคนอื่น เอาเงินฝากไปปล่อยกู้เป็นปกติ ทั้งหมดนี้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่ตอนนี้เรายังไม่มีโครงสร้างทางกฎหมายสำหรับธนาคารไมโครไฟแนนซ์แบบนี้ เราจึงต้องสร้างโครงสร้างนี้ขึ้นมา

 

@กลุ่มออมทรัพย์ในชนบทไทย และแนวนโยบายรัฐทึ่ควรเป็น

ปัญหาคือกลุ่มการเงินชุมชนนอกระบบเติบโตไม่ได้เพราะพวกเขาไม่มีโครงสร้างทางกฎหมาย ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะประสบปัญหา หลายประเทศมีการเงินนอกระบบแบบดั้งเดิมที่เกิดจากความจำเป็น เช่น กลุ่มแชร์ของผู้หญิงที่เป็นเพื่อนกัน เก็บเงินมากองรวมกัน ให้คนนี้ยืมเดือนนี้ อีกเดือนให้อีกคนหนึ่งยืม แต่กลุ่มแบบนี้มีวัตถุประสงค์ที่จำกัดมาก ๆ คุณต้องมีสถาบันการเงินที่จะเติบโตได้ไม่สิ้นสุดตราบเท่าที่ทำได้

 

ไมโครไฟแนนซ์กับภาครัฐมักจะเป็นส่วนผสมทางเคมีที่แย่มาก เพราะนักการเมืองมักจะอยากใช้มันไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง แทนที่จะเป็นวัตถุประสงค์ทางการเงิน มิใยที่พวกเขาจะขอสาบานต่อหน้าอะไรก็ได้ว่าอย่าห่วงไปเลย พวกเขาจะไม่แตะต้องมัน แต่การขนเงินไปเข้าหาคนจนนั้นเป็นเรื่องที่น่าดึงดูดใจมาก นักการเมืองหลีกหนีการเมืองของเรื่องนี้ไม่พ้น เราจึงต้องสร้างแนวกำแพงที่กั้นระหว่างการเมืองกับไมโครไฟแนนซ์เสมอ เราควรจะทำไมโครไฟแนนซ์ในระบบการเงิน สร้างสถาบันต่างๆ ออกแบบโครงสร้างทางกฎหมาย ฯลฯ ข้อเสนอของผมคือให้รัฐออกกฎหมายธนาคารเป็นพิเศษสำหรับไมโครไฟแนนซ์ กฎหมายที่จะอนุญาตให้กลุ่มการเงินชุมชนแปลงสถานะตัวเองเป็นธนาคารไมโครเครดิต ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มเล็กๆ ที่ปล่อยกู้ให้กับชาวบ้าน 400-500 คน กลุ่มแบบนี้จะได้สามารถเป็นธนาคารที่มีสาขาเดียว ธนาคารนี้จะมีอำนาจตามกฎหมาย รับเงินฝากและปล่อยกู้ให้กับคน 500 คน และคนเหล่านี้ก็จะค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับธนาคาร คุณแค่ต้องคอยเฝ้าระวังและติดตามให้อัตราการชำระหนี้คืนอยู่ในระดับสูง ถ้าคุณมีความสามารถและอยากเปิดสาขาที่สอง คุณก็กลับไปหาทางการได้ ขอใบอนุญาตเปิดสาขาที่สอง ถ้าคุณประสบความสำเร็จ คุณก็จะค่อยๆ เติบโต

 

นักการเมืองมักจะลังเลที่จะเขียนกฎหมายแบบนี้เพราะคิดว่ามันจะสร้างปัญหาทางการเมืองที่ยุ่งยากมากสำหรับพวกเขา เพราะประวัติศาสตร์ของทุกประเทศเต็มไปด้วยห้วงเวลาที่นายธนาคารหายเข้ากลีบเมฆไปพร้อมกับเงินลูกค้า ผมจะแนะนำว่าให้ทดลองเรื่องนี้ไปทีละขั้น ธนาคารจะได้ไม่มีโอกาสเชิดเงินลูกค้า ทางการไม่ควรอนุญาตให้รับเงินฝากเท่าไรก็ได้ที่อยากรับโดยไร้เงื่อนไข แต่ควรผูกเข้ากับปริมาณสินเชื่อที่ปล่อย ดังนั้นยอดเงินฝากรวมจึงต้องเป็นสัดส่วนกับยอดสินเชื่อ จะได้ไม่มีใครอ้างว่าให้บริการคนจน 50 คน ขณะที่รับเงินฝากมา 1 พันล้านบาท เอาเงินฝากไปทำกำไรจากการลงทุนที่ไหนสักแห่ง แล้วบอกว่าเราเป็นธนาคารไมโครเครดิต ฉะนั้นพยายามอย่าสร้างสถานการณ์แบบนี้  ตั้งเงื่อนไขอัตราส่วนเงินฝากที่คุณอนุญาตให้ธนาคารรับตามสินเชื่อที่ปล่อยได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะอ้างว่ากำลัง ′ดูแล′ เงินฝากของ

ประชาชน (ไม่ปล่อยกู้เพราะอ้างว่าความเสี่ยงสูง) นี่คือสิ่งที่ควรทำในช่วงทดลอง คุณไม่ต้องทำทีเดียวทั้งประเทศก็ได้ คุณอาจจะเริ่มจากการออกใบอนุญาต 1-3 ใบก่อน แต่ละใบอนุญาตให้เปิดสาขาได้ 4-5 สาขา ถ้าพวกเขาต้องการ เสร็จแล้วคุณก็ค่อยมาตัดสินใจว่าจะยอมให้เปิดสาขาเพิ่มหรือเปล่า จะออกใบอนุญาตให้คนกลุ่มใหม่เปิดธนาคารอีกแห่งหรือเปล่า

 

@ความสำคัญของการให้ลูกหนี้ร่วมเป็น ′เจ้าของ′ ธนาคารไมโครไฟแนนซ์

ทันทีที่คุณปล่อยให้ชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นลูกหนี้ธนาคารไมโครไฟแนนซ์มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ การเมืองระดับหมู่บ้านก็จะก่อปัญหาทันที ถ้าคุณให้ลูกหนี้เป็นเจ้าของก็ไม่เป็นไร แต่คุณต้องใช้ความระมัดระวัง ดูว่าลูกหนี้ใช้สิทธิความเป็นเจ้าของอย่างไรบ้าง พวกเขาควรจัดการเลือกตั้งเพื่อเลือกผู้แทนให้เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการธนาคาร ถ้านี่เป็นบริษัทปกติ ก็จะมีคนเริ่มหาเสียง เงินก้อนโตจะเริ่มเข้ามาเกี่ยว แต่การเลือกตั้งของเราทำอย่างเงียบเชียบมาก เราเขียนกฎที่ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเราจะจัดการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ศูนย์ลูกหนี้ของกรามีนแต่ละแห่งมีสมาชิก 50-60 คน พวกเธอต้องเลือกผู้แทน เรามีศูนย์แบบนี้ทั้งหมดหลายพันแห่ง กำหนดว่าผลการเลือกตั้งต้องเกิดจากมติของสมาชิก ระบบของเราเป็นการเลือกตั้งแบบขั้นบันได ก่อนอื่นจะมีผู้สมัครประมาณ 10-15 คนต่อศูนย์ หน้าที่ของสมาชิกรอบแรกคือตัดให้เหลือ 5 คน เสร็จแล้วก็ต้องมานั่งอภิปรายถกเถียงกันจนเหลือ 1 คนที่จะเป็นผู้แทน ปกติก่อนที่จะมาถึงตรงนี้ได้ สมาชิกจะต้องจัดการประชุมหลายรอบ แต่พอได้ข้อสรุปแล้วก็จะไม่มีใครบ่นว่าฉันพ่ายแพ้ ถ้าต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ เราก็ให้ใช้หนึ่งสัปดาห์ เราใช้วิธีอภิปรายถกเถียงจนได้มติของสมาชิก (แทนที่จะให้ลงคะแนนเฉยๆ) เพราะไม่อย่างนั้นคุณจะทำให้ชาวบ้านแตกแยกกัน ถ้าพวกเขาไม่เจอหน้ากัน นี่เป็นปัญหาใหญ่ทุกที่ ฉันอยากเป็นผู้แทน เธออยากเป็นผู้แทน เราก็เลยจะสู้กัน กระทั่งหลังจากที่การเลือกตั้งจบลงแล้ว

 

@ความคืบหน้าของเป้าลดความยากจนที่ประกาศโดยที่ประชุมสุดยอดไมโครเครดิต (Microcredit Summit)

ผมหวังว่าเราน่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะเราบอกว่าภายในสิ้นปี 2015 เราจะลดความยากจนทั่วโลกลงให้เหลือครึ่งหนึ่ง นี่เป็นเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ จากคนจน 175 ล้านคนทั่วโลกที่จะเป็นลูกหนี้ไมโครไฟแนนซ์ในปีนั้น เราน่าจะพยายามดึง 100 ล้านคนให้พ้นจากความจน จากประสบการณ์กว่า 30 ปีของผม เราน่าจะทำได้

 

@Yunus Center ที่ Asian Institute of Technology

ผมดีใจมากที่ AIT เปิดศูนย์ Yunus Center ไม่ใช่เพราะศูนย์นี้ใช้ชื่อของผม แต่เป็นเพราะสิ่งที่ผมคิดว่าศูนย์นี้เป็นตัวแทน นั่นคือความเชื่อที่ว่าเราสามารถสร้างโลกที่ปราศจากความยากจนโดยสิ้นเชิง เราต้องเชื่อในเรื่องนี้เพราะถ้าเราเชื่อ เราก็จะทำได้ ถ้าเราไม่เชื่อ เราก็จะไม่มีวันทำได้ การสร้างศูนย์นี้เป็นการแสดงออกว่าเราเชื่อในความเป็นไปได้นี้ และเชื่อว่าเราบริหารจัดการเพื่อทำให้มันบรรลุผลได้ อีกเรื่องหนึ่งที่ศูนย์นี้เป็นตัวแทนคือวิธีการเข้าถึงคนจน วิธีการช่วยเหลือให้พวกเขาพ้นจากความจน ไมโครเครดิตเป็นวิธีหนึ่ง เราควรทำเรื่องนี้ด้วยวิถีทางธุรกิจ จะได้ไม่ต้องมีใครยากจนอีกต่อไป คนจนรุ่นที่สองจะได้สามารถใช้ชีวิตเหมือนกับคนอื่นๆ ในสังคม เราพลาดคนจนรุ่นแรกไปเพราะเราไม่อยู่ตรงนั้นตอนที่พวกเขาเกิด เรามาเจอพวกเขาตอนเลยวัยกลางคน ตอนหมดหวัง สิ้นไร้หนทางที่จะไป แต่คนจนรุ่นที่สองแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาสามารถสื่อสารกับคนทั้งโลก พวกเขาได้ไปโรงเรียน พวกเขาสามารถมีสุขภาพที่ดีกว่าเดิม ฯลฯ อีกประเด็นหนึ่งที่ศูนย์นี้จะทำคือเผยแพร่แนวคิดเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม แนวคิดที่ว่าธุรกิจไม่จำเป็นจะต้องทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น แต่สามารถทำในทางที่ให้คนอื่นได้ประโยชน์และผมไม่ได้ประโยชน์ส่วนตัว นี่คือความคิดเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม เราจะพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรให้ใส่เรื่องนี้เข้าไปในภาพรวม เราจะได้มีโลกที่มีธุรกิจสองแบบ แทนที่จะมีแบบเดียว ศูนย์ Yunus Center คือเวทีที่จะเปิดให้คนรุ่นใหม่และคณาจารย์ได้มาทำงานร่วมกัน ดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง.

  http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1250850850&grpid=02&catid=00



--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/