ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

โครงการสวนสนุกขนาดใหญ่ โรงแรม 6 ดาว ชื่อ Siam Park เกิดขึ้นที่สเปน แต่คนไทยแทบไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย

โครงการสวนสนุกขนาดใหญ่ โรงแรม 6 ดาว ชื่อ Siam Park เกิดขึ้นที่สเปน แต่คนไทยแทบไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย



Siam Park, Parque acuático, Costa Adeje, Tenerife


--
โปรดอ่าน blog
www.pridiinstitute.com
www.nakkhaothai.com
www.pcpthai.org
http://wdpress.blog.co.uk
http://rsm2009-rsm2009.blogspot.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
www.youtube.com/user/naiissarachon#p/a/u/0/34ZvscsnCbA

ราชพาหนะคันล่าสุด มายบัค 62 (MAYBACH 62) ราคาเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท

โพสต์ตามคำเรียกร้อง:

คนไทยทั่วประเทศมีความสุขที่ได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็
จพระเจ้าอยู่หัว และปลาบปลื้มกับพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่วันที่ 8-13 มิถุนายน 2549 นี้ ในขณะเดียวกัน ก็ได้พบเห็นข้าราชบริพารใกล้ชิด ที่ถวายงานให้กับองค์พระประมุขสูงสุดของชาติ ในพระราชพิธีสำคัญหลายต่อหลายครั้ง นั่นคือ ราชพาหนะคันล่าสุด มายบัค 62 (MAYBACH 62)


มายบัค เป็นรถระดับอัครอลังการแห่งความหรูหรา ที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมันอย่างเดมเลอร์ไครสเลอร์ บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมาจากตำนานในอดีตของตัวเองมาเสกสรรปั้นแต่งใหม่อีกครั้งให้กลับมาสู่ความยิ่งใหญ่และเหนือชั้นกว่า โรลสรอยซ์ ค่ายรถหรูสัญชาติอังกฤษ โดยมายบัค ผลิตออกมาคำสั่งซื้อเท่านั้น ซึ่งเดมเลอร์ไครสเลอร์(ประเทศไทย)เคยนำมายบัคมาโชว์ตัวที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เมื่อกลางปี 2548 ที่ผ่านมาแล้ว โดยกำหนดราคาเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท มายบัคมีให้เลือกได้สองแบบ รุ่นท็อปสุด มายบัค 62 ที่มีความยาว 6.17 เมตร โอ่อ่ากว้างขวางสุดหรูหรา ตามด้วยรุ่น มายบัค 57 ที่มีความยาว 5.73 เมตร


คุณค่าและความยิ่งใหญ่ของมายบัคอยู่ที่ความเลิศหรู อลังการและความหรูหราของห้องโดยสารที่กว้างขวาง สง่างาม เและนุ่มสบายตลอดการเดินทางของบุคคลระดับที่มีความสำคัญสูงสุด หรูหรา อลังการ ตั้งแต่ด้านหน้าสุดจนถึงเอนพนักเก้าอี้ลงจนสุดด้านหลัง ในรุ่นมายบัค 57 ให้ความยาวของห้องโดยสาร 2245 มิลลิเมตรและรุ่นมายบัค 62 ให้ความยาวระดับคฤหาสน์คลื่อนที่ 2682 มิลลิเมตร เก้าอี้ผู้โดยสาร หลังมีพื้นเหยียดเท้าถึง 1570 มิลลิเมตร ห้องสัมภาระท้ายรถ สามารถบรรจุกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 5 ใบในรุ่น มายบัค 62 สามารถปรับเอนเก้าอี้ได้สบายอย่างเหนือชั้น เช่นเดียวกับที่นั่งชั้นหนึ่งของเครื่องบินโดยสารยุคปัจจุบัน ผู้โดยสารเพียงแต่ใช้ปุ่มปรับเก้าอี้แบบสัมผัส จากนั้นเก้าอี้จะเลื่อนอย่างช้าๆ ไปยังตำแหน่งที่ได้ปรับตั้งและเก็บไว้ในหน่วยความจำ โดยเลื่อนปรับได้สูงสุดถึง 47 องศา ในขณะเดียวกัน แผงรองขาและที่วางเท้าจะยื่นออกจากใต้เก้าอี้ออกไปข้างหน้าเพื่อรองรับ จากนั้นผู้โดยสารจะสามารถนั่งเอนได้ด้วยความสะดวกสบายที่สุด


ด้วยความสุขสบายสุดยอดนี้ เก้าอี้ของ มายบัค 62 ยังได้รับการพัฒนาให้มีความปลอดภัยสูงสุดในทุกตำแหน่ง ระบบยึดรั้งของลูกรอกสายเข็มขัด ชุดจำกัดแรงรัดเข็มขัดและถุงลมด้านข้างได้รวมไว้กับพนักพิงหลัง มั่นใจได้ว่าผู้โดยสารตอนหลังจะได้รับการปกป้องจากภยันตรายเมื่อปรับเอนเก้า
อี้นั่ง


มายบัค 62 ยังสามารถดัดแปลงให้เป็นสำนักงานเคลื่อนที่ได้ด้วย ด้วยเหตุนี้วิศวกรรมใน Sindelfingen ได้พัฒนาโต๊ะพับทำด้วยอลูมินั่มสำหรับเก้าอี้หลังแต่ละคู่ พื้นโต๊ะแต่ละตัวแยกออกเป็นสองส่วน ขอบโต๊ะตกแต่งด้วยไม้ประดับคุณภาพสูง โต๊ะพับ ( เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของ Maybach 62 ) มีช่องเก็บที่คอนโซลหลังแต่ละด้านเพื่อประหยัดเนื้อที่และสามารถดึงออกมาด
้วยห่วงหนังเพียงใช้แรงเล็กน้อยเท่านั้น


นอกจากนี้ ที่ช่องเก็บตัวกลางของด้านหลังเป็นจุดรวมแหล่งบันเทิงที่วิศวกร ได้ออกแบบไว้สำหรับผู้โดยสารใช้เพื่อความบันเทิงขณะเดินทาง อันประกอบด้วยเครื่องเล่น DVD ชุด CD 6 แผ่น โทรศัพท์สองชุด ช่องแช่เย็นทำงานด้วยคอมเพรสเซอร์ของตัวเอง ชุดวางขวดแชมเปญและแก้วแชมเปญที่อยู่ในตำแหน่งอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ แผงหน้าปัดโค้งบนเพดานเพื่อให้ผู้โดยสารตอนหลังทราบข้อมูลความเร็วรถขณะนั่ง



ไฮไลต์ของมายบัค 62 ที่สร้างความหรูหราอลังการ คือ หลังคาแบบพาราโนรามิคที่สามารถปรับความโปร่งแสงด้วยไฟฟ้า โดยปรับระดับความสว่างที่ส่องเข้าห้องโดยสารนี้จะอาศัยการควบคุมผลึกเหลวให้เรียงตัว การควบคุมแสงสว่างนี้มีติดตั้งใน มายบัค เป็นรุ่นแรกของโลกยานยนต์


ขุมพลังของมายบัค 62 เป็นสุดยอดแห่งเครื่องยนต์ คือ เครื่องยนต์ 12 สูบ เทอร์โบคู่ ขนาด 5.5 ลิตร ขับพลังงาน 405 กิโลวัตต์ / 550 แรงม้าด้วยแรงบิดสูงสุด 900 นิวตันเมตร ทำให้เครื่องยนต์ \\\" Type 12 \\\" เป็นขุมพลังงานทรงพลังด้วยแรงม้าและแรงบิดไร้เทียมทาน

ข้อมูลทางเทคนิค Maybach 62
เครื่องยนต์ 12 สูบ วางเป็นรูปตัว V 3 วาล์วต่อสูบ
ปริมาตรกระบอกสูบ 5513 ซีซี.
ความกว้าง x ช่วงชัก 82.0 x 87.0 มม.
กำลังสูงสุด 550 แรงม้าที่ 5250 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 900 นิวตันเมตร ที่ 2300-3000 รอบ/นาที
อัตราส่วนกำลังอัด 9.0 : 1
ระบบถ่ายทอดกำลัง เกียร์ อัตโนมัติ 5-สปีด
ราคา ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

มายบัคได้กลับมาสร้างรถยนต์หรูหราอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้การดูแลของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยได้เริ่มออกมา 2 รุ่นได้แก่ มายบัค 57 และ มายบัค 62 มีลักษณะเหมือนกันแตกต่างกันตรงความยาวของตัวถังรถ รถมายบัคถือว่าเป็นรถในระดับหรูหรา ซึ่งราคาใกล้เคียงกับรถบริษัทอื่นเช่น เบนลีย์ หรือ โรลส์-รอยศ์ ในปี พ.ศ. 2548 มายบัคได้ออกรถยนต์รุ่น 57S มีลักษณะเป็นรถสปอร์ต โดยมีเครื่องยนต์ 6 ลิตร V12 เทอร์โบคู่ ผลิตแรงม้าได้สูงถึง 604 แรงม้า และ ทอร์กได้สูงถึง 737 ปอนด์/ฟุต

รถยนต์พระที่นั่ง

1. มายบัค 62 เลขทะเบียน ร.ย.ล.1 รถยนต์พระที่นั่งทรงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน
2. มายบัค 62 เลขทะเบียน 1ด-1992 รถยนต์พระที่นั่งสำรองในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน
3. มายบัค 62 เลขทะเบียน 1ด-1991 รถยนต์พระที่นั่งในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน

รายการราชพาหนะ ไม่รวมรถตามเสด็จ

รถยนต์พระที่นั่งในพิธีการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
1. มายบัค 62 เลขทะเบียน ร.ย.ล.1 ทรงใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งทรงในปัจจุบัน
2. มายบัค 62 เลขทะเบียน 1ด-1992 ทรงใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งสำรองในปัจจุบัน
3. เมอร์ซิเดส เบนซ์ เอส 600 แอล เลขทะเบียน ร.ย.ล.901 ทรงใช้ในราชการประจำพระองค์ในปัจจุบัน
4. คาดิลแลค ดีทีเอส เลขทะเบียน ร.ย.ล.960 ทรงใช้ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ โดยรถพระที่นั่งองค์นี้ เป็นรถที่ได้รับการดัดแปลง โดยนำมาตัดหลังคา ให้เป็นรถเปิดประทุน

รถยนต์พระที่นั่งในพิธีการ - แปรพระราชฐานต่างจังหวัด และรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์
ทรงเก็บไว้ที่ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต

5. มายบัค 62 สีน้ำเงิน-ทอง เลขทะเบียน 1ด-1991
6. บีเอ็มดับเบิลยู 760Li สีครีม เลขทะเบียน 1ด-1993
7. โตโยต้า คัมรี่ 2.4V Navigator สีครีม
8. ฮอนด้า แอคคอร์ด 2.4 i-Vtec EL สีดำ
9. นิสสัน เทียน่า 200JK สีครีม
10. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ ซีเดีย 1.8 SEi สีบรอนซ์ฟ้า เลขทะเบียน 1ด-4477

ทรงเก็บไว้ที่ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน

11. โตโยต้า วีออส 1.5G Limited สีดำ
12. โตโยต้า ยาริส 1.5G Limited สีแดง
13. เล็กซัส LS460L สีครีม
14. โตโยต้า อินโนว่า 2.0 สีทอง
15. โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เอ็กเซ็กคลูทีฟ สีขาวมุก

ทรงเก็บไว้ที่ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เชียงใหม่

16. เล็กซัส LS460L สีครีม
17. โตโยต้า อินโนว่า 2.0 สีทอง
18. โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เอ็กเซ็กคลูทีฟ สีขาวมุก

ทรงเก็บไว้ที่ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ นราธิวาส

19. เมอร์ซิเดส-เบนซ์ S600 LWB W220 เลขทะเบียน ร.ย.ล.100
20. เมอร์ซิเดส-เบนซ์ S600 LWB W220 เลขทะเบียน ร.ย.ล.100
21. โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เอ็กเซ็กคลูทีฟ สีขาวมุก

ทรงเก็บไว้ที่ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ สกลนคร

22. เล็กซัส LS460L สีครีม
23. โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เอ็กเซ็กคลูทีฟ สีขาวมุก

รถยนต์ซึงจัดซื้อด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ซึ่งได้พระราชทานให้หน่วยงานหรือข้าราชบริพารใช้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ทรงมีรถยนต์มากมายเกินกว่าที่จะนับได้ รถส่วนหนึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ข้าราชบริพารใช้ จะมีทะเบียนเป็น ดส-xxxx โดยรถจำพวกนี้ที่ประชาชนเห็นบ่อยๆ มีดังนี้

24. ฟอร์ด โฟกัส GHIA 1.8L 4Dr. พระราชทานให้เป็นรถทดลองเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ใน พระราชดำริ โดยร่วมมือกับ บริษัท ฟอร์ด เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน
25. ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพ้นแค็บไฮไรเดอร์ พระราชทานเป็นรถในโครงการทดลองข้าว โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ในพระราชดำริ
26. โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ Extra-Cab 2.5G D4D พระราชทานให้มูลนิธิชัยพัฒนาใช้
27. โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส 1.6G พระราชทานให้เป็นรถตัวอย่างก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวี
28. เมอร์ซิเดส เบนซ์ S600L W220 พระราชทานให้ พลเอก เปรม ติณณสูลานนท์ องคมนตรี ใช้เป็นรถประจำตำแหน่ง
29. เมอร์ซิเดส เบนซ์ E280 W211 พระราชทานให้เป็นรถตามเสด็จ/ขบวนแดง/พระประเทียบ

ข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0% B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_9".

ในหลวงของไทยครองตำแหน่งนักลงทุนอันดับ1ของประเทศ

โดยวิลเลียม เมลเลอร์ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก
(*บลูมเบิร์กเป็นสำนักข่าวด้านการเงินการลงทุนที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆขอ
งโลก-ผู้แปล)
-การถือครองสิริราชย์สมบัติผ่านทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
-ในปัจจุบันพระเจ้าอยู่หัวทรงมีที่ดิน13,000 เอเคอร์ ในนั้นกว่า 3,000 เอเคอร์อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของไทย โดยพื้นที่บางแห่งมีมูลค่ากว่า 30 ล้านเหรียญต่อเอเคอร์

ทางด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานหุ้นที่ในหลวงของพสกนิกรชาวไทยถืออยู่ในนามของพระองค์ท่านมีดังนี้

1.SAMCO : บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) เจ้าของธุรกิจหมู่บ้านสัมมากร

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น (หุ้น) %

1 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 197,414,850 43.87

2 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสรา 45,847,050 10.19

3 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 25,000,000 5.56

ที่มา:http://www.set.or.th/set/companyinfo.do?type=holder&symbol=samco&language=th&country=TH

2.TIC : บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เจ้าของบริษัทประกันภัย

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น (หุ้น) %

1 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 3,526,567 18.56
5 สำนักงานพระคลังข้างที่ บ/ช วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 456,168 2.40

7 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสรา 391,276 2.06

9 สำนักงานพระคลังข้างที่ บ/ช สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ 299,520 1.58

15 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 214,755 1.13

ที่มา:http://www.set.or.th/set/companyinfo.do?type=holder&symbol=tic&language=th&country=TH

3. MINT : บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เจ้าของธุรกิจพิซซ่า และไอศครีมSWENSEN

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น (หุ้น) %

1 บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 503,478,032 17.19

17 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 42,583,274 1.45

27 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 17,300,800 0.59

28 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสรา 16,988,094 0.58

ที่มา: http://www.set.or.th...e=th&country=TH

4.SINGER : บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าของธุรกิจจักรเย็บผ้าและตู้เย็นเงินผ่อนSINGER


ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น (หุ้น) %

1 SINGER ( THAILAND) B.V. 129,600,000 48.00

12 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 1,383,770 0.51

ส่วนหุ้นที่ไม่ได้ถือหุ้นในนามของพระองค์ท่าน แต่ผ่านทางสำนักงานทรัพย์สินฯ ตลาดหลักทรัพย์ก็รายงานไว้ดังนี้

1.DVS : บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) เจ้าของธุรกิจประกันภัย


ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น (หุ้น) %

1 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 10,475,992 87.30

2 บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด 1,042,200 8.69

3 คณะบุคคลนายวศิน นางกิ่งกาญจน์ โดยนายสมเกียรติ วงศ์รัตน์ 70,460 0.59

ที่มา:http://www.set.or.th/set/companyinfo.do?type=holder&symbol=dvs&language=th&country=TH

2. SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เจ้าของธุรกิจปูนซิเมนต์ กระดาษ ปิโตรเคมี และฯลฯ

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น (หุ้น) % หุ้น

1 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 360,000,000 30.00

6 บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด 23,202,000 1.93

7 สำนักงานพระคลังข้างที่
ที่มา:http://www.set.or.th/set/companyinfo.do?type=holder&symbol=SCC&language=th&country=TH

3. SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

1 CHASE NOMINEES LIMITED 42 127,748,066 6.74


5 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 100,265,685 5.29

6 บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด 82,010,000 4.33

9 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 50,000,000 2.64

ที่มา:http://www.set.or.th/set/companyinfo.do?type=holder&symbol=SCB&language=th&country=TH

ส่วนตรงนี้เป็นการรายงานของสำนักงานทร้พย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ครับ

เดิมสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักงานพระคลังข้างที่ ในสังกัดสำนักพระราชวัง ต่อมา มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีอากรเกี่ยวกับทรัพย์สินส
่วนพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2477 เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2478 โดยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ได้แบ่งแยกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ออกเป็น 2 ประเภท


สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีผู้เช่าในความดูแลประมาณ 37,000 สัญญา โดยกระจายอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ 25,000 สัญญา ส่วนภูมิภาคซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครสวรรค์ พิษณุโลก พิจิตร ลำปาง ราชบุรี เพชรบุรี สงขลา นครปฐม ฉะเชิงเทรา และชลบุรี รวมประมาณ 12,000 สัญญา

ขอเชิญพสกนิกรชาวไทยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจองธนบัตรเฉลิมพระเกียรติ
80ปี น้อมถวายในหลวง1,000ล้านบาท

ธปท.ออกธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติฯ80ปีในหลวง ตั้งเป้าได้ไม่น้อยกว่า1,000ล้านบาททูลเกล้าถวาย

แบงก์ชาติคลอดธนบัตรที่ระลึกฯ80ปี 1 บาท 5 บาท 10 บาท 15 ล้านชุด แบบไม่ตัดแบ่งเปิดจองหมวด 9 หน้า ราคา 300 บาท ที่แบงก์พาณิชย์ แบงก์รัฐทั่วประเทศ 2 ส.ค.นี้ ส่วนหมวดปกติ 100 บาท แลกได้ 28 พ.ย.นี้

นายสมชาย ศฤงคารินกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและสนับสนุนการบริหาร ธปท.กล่าวว่า ถ้าจำหน่ายได้หมด จะมีรายได้ส่วนต่างจากมูลค่าหน้าธนบัตรที่ระลึกฯ หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

เครื่องบินพระราชพาหนะ ปัจจุบันมีดังนี้

1.โบอิ้ง 737-400 ซึ่งปัจจุบันเป็นเครื่องพระที่นั่งที่ประจำการ
2.Airbus 319-300 เป็นเครื่องพระที่นั่งสำรอง
3.Airbus-ACJ 319 หรือไทยคู่ฟ้าเดิม เป็นเครื่องพระที่นั่งสำรอง

และ ที่มาใหม่ลำนี้
4. โบอิ้ง 737-800 ไม่ทราบราคาจริงๆ เท่าไหร่ แต่งบประมาณที่ตั้งไว้
คือ 3100 ล้านบาท ตั้งตอนปี 2548 สมัยรัฐบาลทักษิณ น่าจะอยู่ในงบ
ปี 49 นะ ยังไม่มีเวลาค้น

เมื่อลำใหม่ 737-800 มาจะมาเป็นเครื่องพระที่นั่งลำหลัก
แล้ว 737-400 อาจจะถูกประจำการกับฝูงบินเดโชชัยของ
สมเด็จพระบรมฯ ครับ

"ในประเทศไทยถ้าคุณเป็นปัญญาชนจริงๆ ต้องกล้าพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์
ถ้าคุณไม่กล้าพูดอย่างมากก็เป็นคนที่รับใช้รัฐแล้วเขียนลงหนังสือพิมพ์เอา
รายได้ต่อเดือนต่อวันไปเท่านั้น"

- สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

http://weareallhuman.net/index.php?showtopic=251

--
โปรดอ่าน blog
www.pridiinstitute.com
www.nakkhaothai.com
www.pcpthai.org
http://wdpress.blog.co.uk
http://rsm2009-rsm2009.blogspot.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
www.youtube.com/user/naiissarachon#p/a/u/0/34ZvscsnCbA

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เจาะตลาดขายส่ง "เจียงหนาน" เมืองหลวงผัก-ผลไม้แห่งนครกว่างโจว


วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4187  ประชาชาติธุรกิจ


เจาะตลาดขายส่ง "เจียงหนาน" เมืองหลวงผัก-ผลไม้แห่งนครกว่างโจว





"กวางตุ้ง" เป็นมณฑลที่มีมูลค่า GDP มากที่สุดของประเทศจีน หรือ 3.57 ล้านล้านหยวน เมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.84 ล้านล้านหยวน มีผลผลิตรวมทางอุตสาหกรรม การค้าระหว่างประเทศ การนำเข้า-ส่งออก การค้าปลีกสินค้าบริโภค และรายรับจากการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษถึง 3 แห่งที่ เมืองเสิ่นเจิ้น จูไห่ และซัวเถา ถือเป็น growth engine หลักของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการแสดงสินค้านานาชาติระดับโลกของจีน ส่งผลทำให้ประชากรในมณฑลกวางตุ้งมีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 6 ของประเทศ

ใน ปี 2552 การนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยของมณฑลกวางตุ้ง จะยังคงรักษาระดับใกล้เคียงกับปี 2551 สำหรับผลไม้และยางพารามีปริมาณการนำเข้ามากขึ้น เนื่องจากปริมาณความต้องการในการบริโภคผลไม้และการใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ เพิ่มสูงขึ้น โดยทั่วไปมณฑลกวางตุ้งมีปริมาณการนำเข้าผลไม้จากกลุ่มอาเซียนคิดเป็น 67.9% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด และมีปริมาณการนำเข้าผลไม้จากไทยมากถึง 83.4% ของปริมาณการนำเข้าผลไม้จากอาเซียน หรือคิดเป็นสัดส่วน 56.6% ของปริมาณการนำเข้าผลไม้ทั้งมณฑล

เจาะเส้นทางขนส่งผลไม้จากไทยสู่จีน

ปัจจุบัน ผลไม้ไทยร้อยละ 70 จะถูกส่งไปจำหน่ายที่ตลาดขายส่งผลไม้"เจียงหนาน" นครกว่างโจว โดยอาศัยเส้นทางการขนส่ง 4 ช่องทาง ได้แก่ สายที่ 1 เข้าฮ่องกงผ่านด่านทางบกเหวินจิ่นตู้ (เสิ่นเจิ้น) ไปยังตลาดค้าส่งผักผลไม้เจียงหนาน ใช้เวลาขนส่ง ประมาณ 4 วัน 4 ชั่วโมง สายที่ 2 ระยะเวลาขนส่งกรุงเทพฯ-เจียงหนาน เข้าฮ่องกงผ่านท่าเรือหลานสือ (ฝอซาน) ไปยังตลาดค้าส่งผักผลไม้เจียงหนาน ใช้เวลาขนส่งประมาณ 4 วัน 10 ชั่วโมง

สายที่ 3 เข้าฮ่องกงผ่านท่าเรือฮวางผู่ (กว่างโจว) ใช้เวลาขนส่งประมาณ 4 วัน 6 ชั่วโมง 30 นาที และสายที่ 4 ขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯไปยังตลาดเจียงหนาน โดยไม่ผ่านฮ่องกง ใช้เวลาในการขนส่งประมาณ 4 วัน 4 ชั่วโมง สำหรับเส้นทางจากกรุงเทพฯไปท่าเรือเสอโข่ว มีต้นทุนค่าขนส่งโดยรวมประมาณ 66,500-73,500 บาท (ตู้ 40 ฟุต) ตลาดค้าส่งผักผลไม้ เจียงหนานมีการซื้อขายผักเฉลี่ยวันละ 10,000 ตัน ผลไม้วันละ 5,000 ตัน โดยตลาดแห่งนี้เป็นตลาดค้าส่งไปยังต่างมณฑลทั่วประเทศจีน และตลาดค้าส่งแก่ผู้ประกอบการค้าส่ง-ปลีกในมณฑลกวางตุ้ง ผ่านช่องทางหาบเร่ แผงลอย ร้านค้าท้องถิ่น ชุมชน และโมเดิร์นเทรด

สำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตร (สศก.) ได้รวบรวมข้อมูลการส่งออกผลไม้สดจากไทยไปจีนในปี 2550 คิดเป็นปริมาณ 294,888 ตัน มูลค่า 4,955 ล้านบาท ปี 2551 ปริมาณ 368,290 ตัน มูลค่า 9,253 ล้านบาท และปี 2552 ปริมาณ 600,705 ตัน มูลค่า 9,420 ล้านบาท ในขณะที่บริษัท ตลาดค้าส่งผักและผลไม้ เจียงหนาน จำกัดเองได้รวบรวมสถิติผลไม้ไทยในปี 2550 มีปริมาณ 286,210 ตัน มูลค่า 13,758.30 ล้านบาท ปี 2551 ปริมาณ 335,140 ตัน มูลค่า 15,799.10 ล้านบาท และปี 2552 ปริมาณ 18,690 ตัน มูลค่า 20,473.90 ล้านบาท

อุปสรรคผลไม้ไทยในตลาดจีน

นาง อุไร สุวรรณวงศ์ กงสุลฝ่ายการเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว กล่าวว่า ปัญหาอุปสรรคของการค้าผลไม้ไทยในประเทศจีน ในด้านผู้ส่งออกพบว่าการเสียค่าใช้จ่ายในการออกแบบเหมารวม ทำให้ไม่มีหลักฐานในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ปัญหาการค้าแบบฝากขาย ทำให้ผู้ค้าฝ่ายไทยเสียเปรียบ มีการตั้งราคากลางในการประเมิน VAT 13% สูงกว่าราคาจริงที่ขายได้ ซึ่งฝ่ายไทยคงต้องเปิดการเจรจากับศุลกากรมณฑลกวางตุ้ง

นอกจากนี้ หน่วยงานตรวจสอบสุขอนามัย CIQ ยังแจ้งว่า พบศัตรูพืชที่ยังมีชีวิต เช่น มดดำ (มังคุด) เพลี้ยแป้ง (ลำไย) เพลี้ยหอย (ทุเรียน) เป็นศัตรูพืชกักกันของจีน รวมทั้งสูงกว่าที่จีนกำหนด และมีปัญหาการปลอมแปลงแหล่งกำเนิดสินค้า โดยมีผู้นำเข้าผลไม้เวียดนามแล้วแอบอ้างว่าเป็นผลไม้ไทย ทางด่านผิงเสียง มณฑลกว่างสี เนื่องจากเวียดนามได้รับอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ได้เพียง 8 ชนิด ขณะที่ผลไม้ไทยได้รับอนุญาตมากถึง 23 ชนิด ด้านผู้ขายพบว่าได้นำผลไม้ชาติอื่นมาจำหน่ายในนามผลไม้ไทย เนื่องจากได้ราคาดีกว่าแต่คุณภาพไม่ดี ทำให้เสียชื่อผลไม้ไทย

ปัญหา เส้นทางขนส่งโลจิสติกส์ที่ยังมีปัญหาการกระจุกตัวของจุดนำเข้าสินค้ามุ่ง กระจายสินค้าสู่ภาคเหนือและภาคตะวันตกของจีน ผู้ส่งออกไทยควรเลือกใช้เส้นทางโลจิสติกส์ใหม่ ๆ เช่น เส้นทางขนส่งทางบก ได้แก่ สาย R3E ประมาณ 2,272 กิโลเมตร (กทม.-เชียงราย-คุนหมิง-เฉิงตู) กับสาย R9 ประมาณ 1,150 กิโลเมตร (มุกดาหาร-ลาว-เวียดนาม-ด่านผิงเสียง กว่างสี) เส้นทางขนส่งทางน้ำ-ท่าเรือ เสอโข่ว และการขนส่งทางอากาศ

แนะเปิดตลาดให้ถูกใจคนกวางตุ้ง

ผล ไม้ที่เป็นที่นิยมของชาวจีน ได้แก่ทุเรียน ลำไย มังคุด กล้วย คู่แข่งสำคัญในการส่งออกผลไม้เมืองร้อนของไทย คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และไต้หวัน นอกจากทุเรียน มังคุด ลำไย ที่เป็นสินค้าหลักของไทยแล้ว กลุ่มผลไม้ที่มีแนวโน้มเติบโตดีในตลาดจีน คือ กล้วยไข่ เงาะ ชมพู่ มะขามหวาน ขนุน ส้มโอ มะม่วง สละ ผลไม้ไทยในตลาดจีนที่ยังไม่มีคู่แข่ง คือ ทุเรียน ส่วนกล้วยไข่ที่รู้จักในชื่อ "หวงตี้เจียว" หมายถึง "กล้วยจักรพรรดิ" ขณะนี้กำลังเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในวงกว้างขึ้น

ส่วนลองกอง ตลาดจีนยังไม่ค่อยรู้จัก แต่ก็เริ่มมีผู้นำเข้ามาขายและผู้บริโภคที่ได้ทดลองชิมแล้ว คนจีนส่วนใหญ่ชอบลองกอง แต่ยังมีปัญหาในเรื่องของอายุในการเก็บรักษาค่อนข้างสั้นและมีปัญหาเชื้อรา ที่ผิว ทำให้อายุการวางขายสั้น ปัจจุบันมะปราง แก้วมังกร แตงโม แคนตาลูป และพุทรา ยังไม่อยู่ในรายชื่อผลไม้ไทยที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าจีน แต่เป็นผลไม้ที่มีศักยภาพ

ผลการสำรวจรสนิยมการรับประทานผลไม้ของ ผู้บริโภคชาวจีน มณฑลกวางตุ้ง พบว่าร้อยละ 80 ชอบทานผลไม้สด ร้อยละ 20 ชอบทานผลไม้แห้งและแปรรูป คนกวางตุ้งนิยมซื้อผลไม้ทั้งลูกมากกว่าการแกะเนื้อ รวมทั้งนิยมรับประทานผลไม้รสหวาน ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีน มณฑลกวางตุ้ง ที่มีต่อผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปพบว่า คนกวางตุ้งนิยมสีสันสวยงามโดยเฉพาะสีแดง ทอง เนื่องจากมีความหมายที่ดี เป็นสิริมงคล และสามารถซื้อเป็นของฝากของขวัญในช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ของจีนได้


หน้า 7
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02inv04250253&sectionid=0203&day=2010-02-25

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

สมาชิกพระราชวงศ์อังกฤษหันใช้บริการTAXI ประหยัดเงินภาษีของราษฎร ราว 57,000 ปอนด์

31 มค. 2553 12:46 น.

เว็บไซท์หนังสือพิมพ์เดลี่เมล รายงานว่า สมาชิกในพระราชวงศ์อังกฤษ ต่างต้องหันไปใช้บริการแท็กซี่ป้ายดำ ในการไปร่วมพิธีหมั้นอย่างไม่เป็นทางการ แทนที่จะใช้ขบวนรถหรู ในขณะที่สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ทรงพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รายงานระบุว่า บรรดาสมาชิกรุ่นเยาว์ในพระราชวงค์ คือ วิสเคนท์ ลินลีย์ และเลดี้ แช็ตโต้ ต่างก็ใช้บริการรถแท็กซี่ทางโทรศัพท์ ซึ่งบรรดาที่ปรึกษาทางการเงิน ต่างก็ปรับปรุงแผนการให้บรรดาสมาชิกรุ่นเยาว์ในพระราชวงศ์ หันมาใช้บริการรถแท็กซี่กันให้มากขึ้น ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม ถ้าทำได้ รวมทั้งเจ้าชายแฮร์รี่ , เจ้าหญิงเบียทริซ และเจ้าหญิงอูเชนีด้วย
พวกเจ้าหน้าที่ในสำนักพระราชวัง ต่างก็ได้รับการกระตุ้นให้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ หรือไม่ก็เดินไปร่วมงานที่เป็นทางการ หรือการประชุม แทนที่จะใช้รถแท็กซี่ เจ้าหน้าที่อารักขาพระราชวงศ์ต่างไม่วิตกต่อเรื่องการรักษาความปลอดภัย เพราะมองว่า แท็กซี่ป้ายดำเป็นหนทางที่ดีที่สุด ที่สามารถรองรับบุคคลพิเศษเหล่านี้ได้
สมเด็จพระราชินี ทางพยายามใช้มาตรการตัดค่าใช้ที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะในประเด็นที่นำมาซึ่งความขัดแย้ง เมื่อปีที่แล้ว มีการเปิดเผยเป็นครั้งแรก ตอนที่สมเด็จพระราชินีทรงประทับรถไฟไปยังนครซานดริงแฮม แทนที่จะใช้ขบวนรถสำหรับพระราชวงศ์ เพื่อประหยัดเงินภาษีของราษฎร ราว 57,000 ปอนด์ ซึ่งในยุค 90 เจ้าหญิงไดอาน่า ก็เคยทรงใช้บริการแท็กซี่ทางโทรศัพท์ เพื่อลดค่าใช้จ่าย หลังทรงหย่าขาดจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และสำนักงานพระราชวังเซนต์ เจมส์ และพระตำหนักแคลเรนซ์ เฮาส์ต่างก็ยืนยันว่า มีเบอร์แท็กซี่ทางโทรศัพท์เพื่อใช้บริการจริง
 

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

ประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินคึกคัก รับเหมาไทย-เทศ 25 รายแห่ชิงเค้ก 5.2 หมื่นล้าน ยื่นซอง 29 เม.ย.นี้



วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:50:40 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินคึกคัก รับเหมาไทย-เทศ 25 รายแห่ชิงเค้ก 5.2 หมื่นล้าน ยื่นซอง 29 เม.ย.นี้

รับ เหมาไทย-เทศแห่ซื้อซองประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน "บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค"คึกคักถึง 25 รายหลังปิดขายซองวันนี้ ทั้งอิตัลไทย ช.การช่วง ซิ-โนไทยฯ โอบายาชิ Sumitomo รวมถึงทุนจากจีน เกาหลี ใต้หวัน ฝรั่งเศส อิตาลีคับคั่ง เผยงานก่อสร้างรมี 5 สัญญา มูลค่าโครงการรวม 5.2 หมื่นล้านบาท

รับเหมาไทย-เทศแห่ซื้อซองประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน "บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค"คึกคักถึง 25 รายหลังปิดขายซองวันนี้ ทั้งอิตัลไทย ช.การช่วง ซิ-โนไทยฯ โอบายาชิ Sumitomo รวมถึงทุนจากจีน เกาหลี ใต้หวัน ฝรั่งเศส อิตาลีคับคั่ง เผยงานก่อสร้างรมี 5 สัญญา มูลค่าโครงการรวม 5.2 หมื่นล้านบาท

ผู้สื่อข่าว”ประชาชาติธุรกิจ”รายงานว่า หลังจากที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)เปิดขายเอกสารประกวดราคา ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค ระยะทาง 27 กิโลเมตร ค่าก่อสร้าง 52,257 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 20-28 มกราคมที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีผู้รับเหมาทั้งไทยและต่างประเทศมาซื้อแบบ ทั้งหมด 25 ราย ประกอบด้วย
1.บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซื้อสัญญา 1-4 
2.บริษัท โอบายาชิ คอร์ปอเรชั่น ซื้อสัญญา 3
3.บริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน) ซื้อสัญญา1-5
4.บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ซื้อสัญญา1-4
5.บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ซื้อสัญญา 1-5

6.บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) ซื้อสัญญา 1-5

7.บริษัท CTCI คอร์ปอร์เรชั่น จากประเทศไต้หวัน ซื้อสัญญา 5

8.บริษัท อัลสตอม(ประเทศไทย) จำกัด ซื้อสัญญา 5

9.บริษัท เอสเอ็นซี-ลาวาลิน อินเตอร์เนชั่นแนล อิ๊งค์ ซื้อ 5 สัญญา 

10.บริษัท DAIHO คอร์ปอร์เรชั่น ซื้อสัญญา1-4

11.บริษัท ชุนโว(ประเทศไทย) จำกัด ซื้อสัญญา 5

12.บริษัท มิตซุยแอนด์คัมปนี(ไทยแลนด์) จำกัด ซื้อสัญญา 5

13.บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ซื้อสัญญา 1และ 4

14.บริษัท Cooperativa Muratori C.M.C.di Ravena จากประเทศอิตาลี ซื้อสัญญา 1และ 2

15.บริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท เอนยิเนียริ่ง(1964) จำกัด ซื้อสัญญา 5

16.บริษัท เอ็ม.ซี.คอนสตรัคชั่น (1979) จำกัด ซื้อสัญญา3

17.บริษัท Sinohydro corporation จากประเทศจีน ซื้อสัญญา1-4 

18.บริษัท Zhongtian construction Group จากประเทศจีน ซื้อสัญญา1,2 ,3,4

19. บริษัท DAELIM INDUSTRIAL CO.,LTD จากประเทศเกาหลี ซื้อสัญญา1และ 2 

20.บริษัท ALSTOM Transport SA จากประเทศฝรั่งเศส ซื้อสัญญา 5

21.บริษัท Laing O’Rourke Australia Construction Pty Ltd จากประเทศออสเตรเลีย ซื้อสัญญา 5

22. บริษัท Gamuda Berhad จากประเทศมาเลเซีย ซื้อสัญญาที่1,2,4,5 

23. บริษัทSumitomo Corporation จากประเทศญี่ปุ่น ซื้อสัญญาที่ 5

24. บริษัท ETF-Eurovia Travaux Ferroviaires จากประเทศฝรั่งเศส ซื้อสัญญาที่ 5

25.บริษัท Chtna Railway18 Group จากประเทศจีน ซื้อสัญญาที่ 5

 

สำหรับรายละเอียดงานก่อสร้าง

สัญญาที่ 1 เป็นงานออกแบบควบคู่การก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงหัวลำโพง-สนามไชย ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร วงเงิน 11,592..99 ล้านบาท

สัญญาที่2 งานออกแบบควบคู่การก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงสนามไชย-ท่าพระ ระยะทาง 2.6 กิโลเมตร วงเงิน 10,766.60 ล้านบาท

สัญญาที่ 3 งานโครงสร้างยกระดับช่วงเตาปูน-ท่าพระ ระยะทาง 11 กิโลเมตร วงเงิน 11,352..75 ล้านบาท

สัญญาที่ 4 งานโครงสร้างยกระดับช่วงท่าพระ-หลักสอง ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร วงเงิน 13,390..34 ล้านบาท

สัญญาที่ 5 งานออกแบบควบคู่การก่อสร้างระบบรางรถไฟฟ้าทั้งโครงการ วงเงิน 5,153.94 ล้านบาท

โดยรฟม.มีกำหนดให้ยื่นซองประกวดราคาวันที่ 29 เมษายน 2553นี้


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1264671146&grpid=00&catid=no
--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
kb
http://www.healthstation.in.th/index1.html
http://camp02.blogspot.com/ camp02
http://kb1951.blogspot.com/ tkpark
http://kbparks.blogspot.com/ tkpark9
http://word1951.blogspot.com/ wordpress
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/
http://gotoknow.org/blog/krunoppol/
http://baankruaeed.wordpress.com/
http://ngaochan.hi5.com/
http://www.oknation.net/blog/subaltern
http://gotoknow.org/migrantworkers

พบอีก"สนามบินเพชรบูรณ์"ร้างมา 5 ปี ทุ่มงบฯสร้างเกือบ 700 ล. ปล่อยเครื่องบิน"แอนโตนอฟ"จอดแช่ไร้ประโยชน์











วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:45:38 น.  มติชนออนไลน์

พบอีก"สนามบินเพชรบูรณ์"ร้างมา 5 ปี ทุ่มงบฯสร้างเกือบ 700 ล. ปล่อยเครื่องบิน"แอนโตนอฟ"จอดแช่ไร้ประโยชน์

สำรวจ ทั่วประเทศ หาสนามบินร้าง ปล่อยทิ้งไร้ประโยชน์ พบที่ "เพชรบูรณ์" ทุ่มงบฯสร้าง 662.25ล. ตั้งแต่ปี43 สุดท้ายเจ๊ง ไม่มีสายการบินลง ปล่อยเครืองบินแบบ "แอนโตนอฟ" 52 ที่นั่ง จอดแช่ไร้ประโยชน์ "โสภณ"เรียกทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องนัดถก 5 ก.พ. ปรับใหม่บริหารแอร์พอร์ต-สายการบินทั่วประเทศ

ความคืบหน้ากรณีสนามบินหลายแห่งทั่วประเทศถูกปล่อยให้รกร้าง ไม่สามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากสายการบินพาณิชย์ที่เคยเปิดบริการประสบภาวะขาดทุน เนื่องจากไม่มีประชาชนและนักธุรกิจใช้บริการหรือใช้บริการน้อยจนไม่คุ้มต่อ การให้บริการการบิน


ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) นัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสนามบินทั้งหมด รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองบัญชาการทหารอากาศ (ทอ.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาหารือในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการ แนวทางการบริหารงานสนามบินทั่วประเทศ รวมทั้งการปรับเส้นทางการบินภายในประเทศ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ


 นายโสภณ กล่าวว่า จะนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนเรื่องการใช้สนามบิน การวางแผนเส้นทางการบิน โดยเบื้องต้นจะให้ข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ ก่อน เพราะกระทรวงคมนาคมต้องการที่จะพัฒนาสนามบินที่มีอยู่ทั่วประเทศไปใช้ให้ เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 1 มีนาคมนี้ ก่อนที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะยกเลิกเส้นทางบินภายในประเทศทั้ง 3 เส้นทาง

 

 "เราจะต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด เพราะสร้างขึ้นมาแล้วและใช้งบประมาณจำนวนมากจะไปทุบทิ้งก็ไม่ได้ ก็เลยต้องถามว่าใครอยากจะเข้ามาใช้บ้าง" นายโสภณกล่าว

 

 นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า ขณะนี้กำลังศึกษารายละเอียดของสนามบินภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง ว่า สนามบินใดมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำมาพัฒนาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้  เบื้องต้นคาดว่าจะมีประมาณ 12 แห่ง ส่วนที่เหลือกำลังดูรายละเอียด

 

 รายงานข่าวจากกรมการบินพลเรือน (บพ.)แจ้งว่า ท่าอากาศยานภูมิภาคส่วนใหญ่ของ บพ.มีผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่อง เนื่องจากมีปริมาณจราจรน้อย บางครั้งผู้ขอใช้บริการเป็นภาครัฐและรัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม เช่น เที่ยวบินทหาร การฝึกบิน เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ไม่ว่าจะมีปริมาณจราจรมากน้อยเพียงไร แต่ละแห่งก็มีรายจ่ายขั้นต่ำที่จำเป็นต้องจ่าย ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เงินเดือน และค่าตอบแทนแรงงาน การซ่อมบำรุงรักษา โดยในปีงบประมาณ 2552 นั้น บพ.ได้รับงบในการดูแลบริหารสนามบินทั้ง 28 แห่ง รวม 89 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2553 ได้รับจัดสรร 106 ล้านบาท ขณะที่การจัดเก็บรายได้ ปี 2552 อยู่ที่ 204 ล้านบาท และคาดว่าปี 2553 จะจัดเก็บได้ 220 ล้านบาท เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ลดค่าธรรมเนียมการใช้บริการสนามบิน 50% ตั้งแต่ปี 2552-53

 

 

อย่างไรก็ตาม ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนั้น บพ.ไม่ได้เก็บตามต้นทุนราคาที่แท้จริง เนื่องจากเป็นการให้บริการทางสังคม จึงไม่ได้เน้นเรื่องกำไร


 
 รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับผลประกอบการของท่าอากาศยานตั้งแต่ปี 2549-2551 มีผลกำไร 0.97 , 70.67 และ 66.55 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลกำไรจากท่าอากาศยาน 6 แห่ง คือ กระบี่ อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ขณะที่อีก 22 แห่งขาดทุน โดยสนามบินที่ขาดทุนมากที่สุด 3 อันดับคือ หัวหินขาดทุน 6.2 ล้านบาท นครราชสีมา 6.04 ล้านบาท และนราธิวาส 5.13 ล้านบาท


 "โอกาสในการทำกำไรของท่าอากาศยานใน อนาคตยังมีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจมีน้อย และรัฐเห็นว่าการขนส่งอากาศในจังหวัดต่าง ๆ เป็นการให้บริการเชิงสาธารณะ จึงเก็บค่าธรรมเนียมน้อยกว่าท่าอากาศยานในภูมิภาคของ ทอท." แหล่งข่าวระบุ และว่า นอกจากนี้รายได้ของท่าอากาศยานส่วนใหญ่จะต้องนำส่งคลัง ทั้งค่าธรรมเนียมการขึ้นลงอากาศยาน และที่เก็บอากาศยาน ค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ มีเพียงค่าธรรมเนียมการใช้ท่าอากาศยานเท่านั้นที่บพ.มีสิทธิจัดสรรเป็นเงิน กองทุนหมุนเวียนให้ท่าอากาศยานใช้จ่ายโดยไม่ต้องส่งคลัง

 

 ผู้สื่อข่าวภูมิภาค"มติชน"ประจำจ.เพชรบูรณ์ รายงานว่า สนาม บินเพชรบูรณ์ เปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 2543 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 662.25 ล้านบาท แต่ไม่มีเครื่องบินของสายการบินพาณิชย์ลงจอดเมานานราว 5 ปีแล้ว แม้สภาพอาคารที่พักผู้โดยสารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งรันเวย์หรือทางวิ่ง หอบังคับการบิน ระบบวิทยุช่วยการเดินอากาศ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ก็ตาม สาเหตุเพราะการบินไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย โดยสายการบินแรกที่เคยเปิดให้บริการ คือ สายการบินไทย เปิดบริการระหว่างปี 2543-45 โดยใช้เครื่องบินขนาด 149 ที่นั่งบินในเส้นทาง กรุงเทพฯ-เพชรบูรณ์-ลำปาง-กรุงเทพฯ

 

 ต่อมาสายการบินพีบีแอร์เปิดเที่ยวบิน เพชรบูรณ์-กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2545 - 2547 โดยใช้เส้นทางการบินเดียวกัน หลังจากนั้นไม่มีเครื่องบินพาณิชย์มาลงจอดอีกเลย แม้สายการบิน แอร์ฟินิค จะให้ความสนใจและมาแถลงเปิดตัวเพื่อดำเนินกิจการต่อในปี 2551 แต่ท้ายที่สุดกลับเงียบหายไป

 

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดมีนักธุรกิจของจ.เพชรบูรณ์เตรียมลงทุนสายการบินพาณิชย์ภายใต้ชื่อ "เพชรบูรณ์แอร์ไลน์" โดยกำหนดเส้นทางการบิน เพชรบูรณ์-ขอนแก่น-เชียงใหม่ และ เพชรบูรณ์-แม่สอด-น่านโดยนำเครื่องบิน"แอนโตนอฟ"(Antonov)รุ่น 24  ขนาด 52 ที่นั่ง ผลิตจากรัสเซียจอดไว้ที่ลานจอดท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ แต่ติดปัญหาความพร้อมทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ กระทั่งเครื่องบินถูกปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ

 

 นายประสิทธิ์ สมบูรณ์พันธ์ เจ้าหน้าที่ดูแลท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ราว 20 คน คอยดูแลทั้งสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ จึงทำให้ท่าอากาศยานแห่งนี้ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ดี และที่ผ่านมาก็มีเครื่องบินเอกชนทั้งแบบเช่ามาลำและเครื่องบินของราชการมาลง จอดเป็นครั้งคราว

 

 นายกษิต โฆษิตานนท์ ประธาน หอการค้า จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ชาวเพชรบูรณ์เรียกร้องมาตลอดให้มีเครื่องบินมาจอด และน่าเสียดายที่เพชรบูรณ์มีสนามบินแต่กลับไม่มีเครื่องบินลง ส่วนที่สายการบินต้องลดเที่ยวบินไปโดยอ้างเรื่องไม่คุ้มกับจุดคุ้มทุนนั้น หากจัดสรรช่วงเวลามาลงที่เพชรบูรณ์ให้ดีเชื่อว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการค่อน ข้างมาก

 

 " ช่วงนี้เพชรบูรณ์เติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก ชาวเพชรบูรณ์ให้ความสนใจใช้บริการโดยสารทางอากาศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีธุรกิจคาร์โก้ หากจัดเที่ยวบินให้ตรงตามความต้องการเชื่อว่า ผู้โดยสารต้องหันมาใช้บริการอย่างแน่นอน ส่วนการนำเครื่องบินขนาด 10 ที่นั่ง มาให้บริการถือเป็นอีกทางเลือกที่ขณะนี้หลายจังหวัดเริ่มหามาให้ความสนใจ แล้ว " นายกษิตกล่าว


 นายกษิตกล่าวว่า ทางที่ดีทางภาครัฐควรเป็นเจ้าภาพหลัก เชิญชวนและสนับสนุนสายการบินพาณิชย์มาลงทุน เพราะหากยังปล่อยให้สนามบินถูกทิ้งร้างไว้แบบนี้ นอกจากต้องเสียงบฯบำรุงดูแลรักษาแล้วยังเสียภาพลักษณ์

 




อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
พบสนามบินอุตรดิตถ์กลายเป็นที่ส่งยาบ้า-เลี้ยงวัว กรอ.มอบคมนาคมจัดการ ดูศักยภาพ28แห่งเผื่อเปิดใช้ใหม่
สนามบิน 3 จังหวัด ถูกปล่อยรกร้าง หลังไมมีเครื่องบินพาณิชย์ใช้บริการ
"โสภณ"เล็งบีบบินไทยเปิด3เส้นทางบินต่อ ไม่จ่ายชดเชยให้ขึ้นค่าตั๋วเอง สนามบินร้างเกลื่อน-ใช้เลี้ยงวัว
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1264680500&grpid=00&catid=19

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
news9
http://pnac-th.blogspot.com/  pnac-th
http://nature1951.blogspot.com/ nature1951
http://econnews9.blogspot.com/ econ
http://seminars9.blogspot.com/ ilaw
http://politic9.blogspot.com/ pdc9
http://jaecafe.com/feed
http://elibrary.nfe.go.th/index2.php
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/sat191
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/sweetblog

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นาโนเทค-ชีวภาพสาหร่าย-ข้อมูลบนมือถือ ทำนาย 3 นวัตกรรมใหม่...ร้อนแรงแห่งยุค

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11554 มติชนรายวัน


นาโนเทค-ชีวภาพสาหร่าย-ข้อมูลบนมือถือ ทำนาย 3 นวัตกรรมใหม่...ร้อนแรงแห่งยุค





นาโนเทค
บริษัท ทอมป์สัน รอยเตอร์ส (Thomson Reuters) ทำการวิเคราะห์หานวัตกรรมใหม่ที่ร้อนแรงจากเอกสารสิทธิบัตรในช่วง 5 ปีย้อนหลัง และสรุปคาดการณ์ว่า นวัตกรรมใหม่ ใน 3 หัวข้อ ได้แก่

1.เชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย (Biofuels from Algae)

2.ข้อมูลบนโทรศัพท์มือถือ (Cell Phone Data) + โครงข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สาย (Wireless Network Roaming)

3.นาโนเทคโนโลยี Lab-on-a-chip อุปกรณ์วินิจฉัยโรคแบบนาโนขนาดจิ๋ว

มี การเติบโตอย่างโดดเด่นมากในเอกสารสิทธิบัตรทั่วโลก ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2009 นี้ โดยเฉพาะนวัตกรรมเรื่อง การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย

ใน ช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย "พลาสติค" ไม่ใช่เรื่องที่จะได้รับความสำเร็จ เชื่อมั่นอีกต่อไป เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการเงินและรถยนต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่เคย เป็น ในขณะนี้โลกกำลังประสบภาวะการตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เสาหลักของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้สูญเสียความรุ่งโรจน์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง พวกเรากำลังเฝ้ามองดูว่านวัตกรรมสาขาใดที่จะเป็นแหล่งเพาะที่สามารถมากอบกู้ เศรษฐกิจ และจะเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต

เพื่อหาคำตอบ เรื่องนี้ แผนก IP Solutions Business ของทอมป์สัน รอยเตอร์ส ได้ตรวจสอบหานวัตกรรมที่ร้อนแรงในช่วงไตรมาสแรกของปี 2009 นี้ วิธีการ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร จากฐานข้อมูล Derwent World Patents Index (DWPI sm) ซึ่งเป็นข้อมูล/บริการชุดหนึ่งของ ทอมป์สัน รอยเตอร์ส ทำการวิเคราะห์หากิจกรรมของสิทธิบัตรทั่วโลกในสาขา Biofuels, Telecom และ Bio-related nanotechnology นับจำนวนสิทธิบัตรทั้ง 2 ประเภท คือ คำยื่นขอ และได้รับการคุ้มครอง ในช่วงระยะเวลาในปี 2003-2008 และมกราคม-มีนาคม 2009 จากนั้นนำไปเปรียบเทียบกับแนวโน้มการเติบโตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลบนมือถือ


ขณะ นี้โลกกำลังแสวงหาพลังงานสะอาด (green energy) ซึ่งประกอบด้วยพลังงานตั้งแต่พลังงานลม (wind turbines) ไปจนถึงพลังงานไฮโดรเจน (hydrogen-powered vehicles) ส่วนของเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) มีทั้งชนิดของแข็ง ของเหลว ก๊าซ ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากสิ่งมีชีวต ซึ่งนักนวัตกรรมในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพให้ความสนใจพัฒนา ในขณะที่เชื้อเพลิงชีวภาพยุคที่หนึ่งทำมาจาก น้ำตาล แป้ง น้ำมันพืช หรือน้ำมันสัตว์

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นการดึงมาจากแหล่ง โซ่อาหารของมนุษย์ จึงมีการริเริ่มผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพยุคใหม่ที่มุ่งเน้นวัตถุดิบที่ถาวร ยั่งยืนมากขึ้นกว่าเดิม

เชื้อเพลิงชีวภาพยุคที่ 2 ตัวอย่างเช่น การใช้ของเสียที่ได้จากสิ่งมีชีวิตจากส่วนที่ไม่เป็นอาหาร เช่น ลำต้น กิ่งก้านข้าวสาลี ซังข้าวโพด

สิ่งที่เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่ กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ อาจเรียกเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 3 คือการพัฒนาจาก สาหร่าย สาหร่ายถือเป็นสิ่งที่นำเข้าแบบชั้นต่ำ แต่ให้ผลผลิตสูง มีความสามารถในการผลิต เป็น 30 เท่าต่อเอเคอร์ เมื่อเทียบกับถั่วเหลือง ใครเป็นผู้นำในการคิดค้นนวัตกรรมนี้ และพวกเขากำลังทำอะไรอยู่

เชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย


โดยการรวบรวมเกี่ยวกับฐานข้อมูล Derwent World Patent Index, DWPI

DWPI คือฐานข้อมูลที่รวบรวมเอกสารสิทธิบัตรทั้งประเภทการยื่นขอ (Applications) และประเภทที่ได้รับการคุ้มครอง (Grants) จากสำนักงานสิทธิบัตร 41 แห่งทั่วโลก รวบรวมและปรับปรุงเขียนใหม่ (Rewritten) ให้เป็นภาษาอังกฤษโดยกองบรรณาธิการของ DWPI จัดทำบทคัดย่อแบบสั้น มีการระบุให้ patent family (แสดงรายชื่อประเทศที่เอกสารสิทธิบัตร 1 เรื่องที่ทำการไปยื่นขอจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก) แสดงประเทศแรกที่ยื่นขอ และเรียงลำดับตามที่ยื่นขอในประเทศต่างๆ ซึ่งแสดงเป็น Equivalent patents ขณะนี้ DWPI มีเอกสารสิทธิบัตร 16 ล้านเรื่อง ที่มีความเหมือนกัน ราว 10 ล้านเรื่อง และมีการเพิ่มข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ใหม่ราวปีละ 1 ล้านเรื่อง Basic Format ของฐานข้อมูล DWPI ได้แก่ บรรณานุกรมเอกสารสิทธิบัตร บทคัดย่อ (ภาษาอังกฤษ) Manual code Special Indexing ประกอบด้วย คิดค้นระบบรหัสการจัดหมวดหมู่เอกสารสิทธิบัตรของตนเอง รหัสบริษัทผู้ยื่นขอจดสิทธิบัตร แบบเป็นมาตรฐาน

ทอมป์สัน รอยเตอร์ส เสนอข้อสังเกตจากการวิเคราะห์

1.นวัต กรรมเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพ ในปี 2003 ด้วยการวัดปริมาณจำนวนเอกสารสิทธิบัตรทั่วโลก จากฐานข้อมูล Derwent World Patent Index พบมีจำนวนน้อยเพียง 341 เรื่อง ถือเป็นสาขาวิจัยพัฒนาขนาดเล็ก และมีผู้นำจากบริษัทในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นร้อยละ 70 และเป็นสิทธิบัตรที่ขอยื่นในประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 31

2.ในปี 2008 - 5 ปีต่อมา พบว่ากิจกรรมสิทธิบัตรในเรื่องนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 550 คิดเป็นจำนวน 1,878 เรื่อง

3.ใน ช่วงระยะเวลาล่าสุด (มกราคม 2008-เมษายน 2009) จำนวนสิทธิบัตรเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพมีเพิ่มขึ้นเป็น 2,466 เรื่อง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเริ่มก้าวเข้ามาในเรื่องนี้ คิดเป็นร้อยละ 31 ที่ทำการยื่นขอในประเทศจีน บริษัทจีนมีส่วนแบ่งในตำเหน่งผู้นำ 10 อันดับแรกพร้อมกันกับบริษัทญี่ปุ่น

4.มีข้อถกเถียงกันอย่างมากใน สื่อต่างๆ เกี่ยวกับสังคม สิ่งแวดล้อม แง่ผลกระทบที่มีการนำพืชผลที่ได้จากการเพาะปลูกที่เป็นอาหารมนุษย์มาผลิต เป็นพลังงานชีวภาพ

5.ในช่วงปี 2008-2009 บริษัทผู้นำ 11 บริษัท มีการยื่นขอสิทธิบัตรเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย เป็นหลัก โดยเป็นบริษัทจากสหรัฐอเมริกา 8 ใน 11 บริษัทนั้น

ที่เหลือได้แก่ บริษัทจาก บราซิล สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส โดยที่บริษัทจากจีน เยอรมนี และญี่ปุ่น ไม่ปรากฏอยู่ในรายการบริษัทผู้นำ 10 อันดับแรก

หน้า 26