ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

รายงานพิเศษ : ตามดู "ต้นกล้าอาชีพ" ปลูกผักไร้ดิน ที่ มทร.สุวรรณภูมิ

รายงานพิเศษ : ตามดู "ต้นกล้าอาชีพ" ปลูกผักไร้ดิน ที่ มทร.สุวรรณภูมิ

ข่าววันที่ 20 กรกฎาคม 2552 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ

รายงานพิเศษ

 

 

                                            ตามดู ต้นกล้าอาชีพ

                             ปลูกผักไร้ดิน ที่ มทร.สุวรรณภูมิ

                             ----------------------------------

 

            นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) คิดพัฒนาต้นแบบชุดปลูกผักไร้ดินระบบไฮโดรโปนิกส์ ใช้ต้นทุนเพียง 199 บาท 45 วันเก็บเกี่ยวได้ เผยแพร่สู่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป กระแสตอบรับดีเยี่ยมเปิดอบรมต่อเนื่องแล้ว 2 รุ่น

 

            น.ส.รุจิรา สุริยา นักวิจัยฯ เผยว่าต้นแบบชุดปลูกผักไร้ดินนี้ ได้ทดลองปลูกผักสลัดต่างประเทศ พบว่าผักมีการเจริญเติบโตปกติในสารละลายอาหารที่ได้ผ่านการทดลองมาแล้ว นอกจากนี้ยังคิดค้นสูตรธาตุอาหารที่เหมาะกับพืชผักแต่ละชนิด เพื่อใช้ในการปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์อีกด้วย      

            การปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน เป็นเทคโนโลยีที่เคยมีมาก่อนแล้ว แต่กระแสรักษ์สุขภาพของคนไทยมีมากขึ้น ผักปลอดสารพิษ ผักกางมุ้ง และผักไฮโดรโปนิกส์ จึงเป็นทางเลือกของผู้บริโภค ที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษตกค้างแล้ว สีสันยังดูน่ารับประทาน และรสชาติดีอีกด้วย

            ที่สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.สุวรรณภูมิ นอกจากจะพัฒนาต้นแบบชุดปลูกผักไร้ดินระบบไฮโดรโปนิกส์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำไปปลูกได้ง่ายที่บ้านแล้ว ยังจัดทำโครงการคลินิกเทคโนโลยี และจัดหน่วยสาธิตเคลื่อนที่ ร่วมกับทางจังหวัด ออกเผยแพร่ความรู้ด้านการปลูกพืชไม่ใช้ดินให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ

            ที่สำคัญ ยังเป็นหลักสูตรหนึ่งของโครงการต้นกล้าอาชีพ อีกด้วย      

            นักวิจัยฯ ยังกล่าวว่า การปลูกผักไร้ดินแบบนี้ จะช่วยได้มากเพราะแต่ละปีพื้นที่บางส่วนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะเกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชตามวิธีการปกติได้ การปลูกผักไร้ดินก็สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ และเหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่เพาะปลูกน้อย เช่น หมู่บ้านจัด สรรอพาร์ทเม้นท์ หรือห้องเช่าต่างๆ

 

            ขณะที่เกษตรกรผู้ปฏิบัติ ไสว เทศพันธ์ เผยว่า ผักที่นำมาปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ ส่วนใหญ่จะเป็นผักกวางตุ้ง และผักคะน้า เนื่องจากเป็นผักที่ใช้เวลา ในการปลูกสั้น ประมาณ 40-45 ก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว      

            สำหรับวิธีการปลูกก็ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากนำฟองน้ำ สำหรับเพาะบรรจุใส่ถาดเพาะแล้วรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นใช้ไม้ปลายแหลมจุ่มน้ำ แล้วนำไปแตะกับเมล็ดพันธุ์ใส่ในฟองน้ำ 2-3 เมล็ด นำผ้ามาคลุมถาดเพาะไว้ รดน้ำทั้งเช้าและเย็นเป็นระยะเวลา 3 วัน เมล็ดก็จะงอก จากนั้นให้นำผ้าคลุมถาดเพาะออก และนำไปอนุบาลในโรงเรือนอนุบาลต้นกล้า ประมาณ 4 วัน ก็จะได้ต้นกล้าที่พร้อมปลูก หากไม่มีโรงเรือนให้นำมุ้งมากางแทนได้เช่นกัน    

            ขั้นตอนต่อมา ให้นำต้นกล้าที่เตรียมไว้ย้ายลงแปลงปลูก (ควรย้ายต้นกล้าในตอนเย็น) โดยให้สอดต้นกล้าเข้าทางด้านหลังของแผ่นปลูกอย่างระมัดระวัง หลังปลูกหนึ่งวันให้เติมสารระลายธาตุอาหารตามชนิดของพืช ดูแลระบบน้ำตลอดอายุการเก็บเกี่ยว ก่อนเก็บเกี่ยว 4-5 วัน ควรงดเติมสารระลายธาตุอาหาร แต่ให้เติมน้ำเปล่าแทน เพื่อเป็นการลดความเข้มข้นของสารระลายธาตุอาหาร

            ไสวยังบอกถึงข้อดีของการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ ว่า สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ และยังปลูกได้ในปริมาณมากในพื้นที่น้อย ใช้เวลาเก็บเกี่ยวสั้น โรคและแมลงน้อย ธาตุอาหารถูกนำไปใช้อย่างสูงสุด และสำคัญคือลดต้นทุนค่าจ่ายแรงงานคนไปได้มาก

            ...สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ การปลูกผักไร้ดิน ระบบไฮโดรโปนิกส์ สามารถสอบถามได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์หันตรา โทร.0-3532-3620, 0-3524-2554 ต่อ 6401

 

 

 

 
  รูปประกอบข่าว
http://www.siamrath.co.th/uifont/NewsDetail.aspx?cid=56&nid=42472


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm

ประเพณีการทิ้งกระจาด

ประเพณีการทิ้งกระจาด

ข่าววันที่ 20 กรกฎาคม 2552 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ

ทันเกม

วีรพล จ้อยทองมูล

www.mongkhonphra.com

ทิ้งกระจาด

เรียนคุณวีรพล จ้อยทองมูล ที่เคารพ ดิฉันเป็นแฟนประจำสยามรัฐ อ่านทุกวันค่ะ ชอบหน้าพระเครื่องมาก อ่านแล้วได้ความรู้ดี ทุกวันนี้อ่านกันทั้งครอบครัว เขียนมาวันนี้สนใจอยากรู้เรื่องของประเพณีการทิ้งกระจาด มีความเป็นมาอย่างไร รบกวนคุณวีรพลช่วยแถลงไขให้ด้วย

ศิรินญา ชมอิ่ม ปากท่อ ราชบุรี

ตอบคุณศิรินญา .....ประเพณีการทิ้งกระจาด มีบันทึกในพระสูตร สมัยครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับที่นิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ พร้อมด้วยพระภิกษุสดับพระสัทธรรมเทศนา

เวลานั้นพระอานนท์ เข้าไปนั่งสมาธิ อยู่ในที่สงัดแต่ผู้เดียว ครั้นเวลาดึกสงัด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทัศนาอสูรกาย ร่างกายซูบผอมและมีเพลิงพลุ่งออกมาจากปาก ลำคอเท่ารูเข็ม ผมบนศีรษะรุงรัง มีเขี้ยวงอกออกจากปากน่าสพึงกลัวยิ่งนัก

อสูรกายยืนประนมมือบอกพระอานนท์ว่า ยังอีก 3 ราตรีท่านก็จะถึงแก่มรณภาพ แล้วต้องมาอยู่ในหมู่อสุรกายดังเช่นข้าพเจ้านี้

เมื่อพระอานนท์ได้ฟังอสุรกายบอกดังนั้น บังเกิดความหวาดเสียว กลัวต่อมรณภัย เพราะยังเป็นปุถุชนอยู่ ท่านจึงถามอสุรกายนั้นว่าจะทำประการใดจึงจะพ้นจากความตาย และพ้นทุกข์

อสุรกายตอบว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าอยากให้พ้นกองทุกข์ ให้กระทำพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และบริจาคทานให้แก่ยาจกเข็ญใจที่อดอยากและแผ่กุศลไปให้แก่พวกอสุรกายทั้งหลาย ท่านก็จักได้มีอายุยืนยาวนาน  ส่วนอสุรกายก็จักได้พึ่งผลกุศลที่ท่านอุทิศให้ ก็อาจพ้นจากกองทุกข์ถึงสุคติได้

เมื่อพระอานนท์ได้ฟังอสุรกายกล่าวดังนั้น จึงได้นำความมากราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามคำที่อสุรกายกล่าวนั้น และขอให้ทรงช่วย

ท่านจึงมีพระพุทธฏีกาตรัสแก่พระอานนท์ ว่าดูก่อนอานนท์         อย่าได้มีความเกรงกลัวไปเลย เราตถาคตจะชี้ทางให้  เพื่อบริจาคทานให้แก่หมู่อสุรกายและพวกพราหมณ์

เมื่อพระอานนท์บริจาคทาน แล้วจักพ้นภัย ดังที่กล่าวแล้วนั้น แต่การที่จักบริจาคให้ทั่วถึงอสุรกายนั้นยาก เพราะพวกอสุรกายนั้นสร้างกรรมไว้มาก จึงไม่สามารถบริโภคได้ ต้องตั้งพิธีประชุมอริยเจ้าทั้งหลายมาเจริญพระคาถา ด้วยอำนาจพระคาถานี้ อาจให้ทั่วถึงหมู่อสุรกายทั้งหลายได้ ส่วนอานนท์ก็จักได้มีอายุยืน

 เมื่อพระอานนท์ได้สดับพระพุทธพจน์ดังนั้นแล้ว พระผู้เป็นเจ้าจึง จัดทำเครื่องสักการบูชาและเครื่องอุปโภคบริโภคพร้อมแล้ว พระผู้เป็นเจ้าก็ตั้งพิธีสันนิบาตพุทธจักร ณ ที่ควร จึงกระทำสักการบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานในการนี้ เมื่อพระอานนท์ผู้เป็นเจ้าบริจาคทานและอุทิศส่วนกุศลไปให้หมู่อสุรกายครั้งนั้น โดยได้พึ่งอำนาจพระบารมีอภินิหารแห่งพระรัตนตรัยทั้งสาม และอำนาจพระคาถานั้น จึงบันดาลให้ทั่วถึงหมู่อสุรกายทั้งหลาย ได้รับผลทานอันนี้แล้วไปสู่สุคติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีพระพุทธฏีกาตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ จงรู้เถิดเราตถาคตจะแสดงให้ทราบ เมื่ออดีตกาลล่วงแล้วครั้งนั้น เราตถาคตเกิดในตระกูลพราหมณ์ อยู่ในสำนักพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์องค์นี้เมื่อผู้ใดบริจาคทานแก่หมู่อสุรกายใดๆ แล้ว พระองค์อ่านพระคาถา สวดขึ้นด้วยอำนาจพระคาถานั้นอาจให้ทั่วถึง หมู่สัตว์อสุรกายทั้งหลาย

 เราตถาคตจึงนำมาแสดงแก่อานนท์ในกาลบัดนี้ และอานนท์จึงรู้ซึ่งอสุรกายที่มาบอกแก่อานนท์ ว่ายังอีก 3 ราตรี อานนท์ก็จักถึงแก่มรณะนั้น หาใช้อื่นไกลไม่คือพระโพธิสัตว์ นั้นเอง พระโพธิสัตว์องค์นี้เธอปรารถนาจะโปรดทั้งมนุษย์และอบายสัตว์ทั่วๆไป ด้วยพรหมวิหารคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทั้ง 4 อย่างนี้บริบูรณ์อยู่ในเธอๆ จึงได้แบ่งภาคมาบอกแก่อานนท์ เพื่อจะได้เป็นต้นบริจาคทานต่อๆ ไป

เพราะเหตุนี้ การบริจาคทานทิ้งกระจาดจึงต้องมีรูปยมราช คือพระโพธิสัตว์แบ่งภาคเป็นประธานสำหรับแจกเครื่องไทยทานทิ้งกระจาดปฐมพิธีทิ้งกระจาดนั้นมีอาสนะตั้งเย็นชั้นสูงกลางต่ำตามสำดับดังนี้ คือการสงค์องค์ที่สถิตอยู่ชั้นสูงนั้น สมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระ คือองค์พระสักยมุนีโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเครื่อง องค์ที่สถิตอยู่ ณ ชั้นรองเยื้องขวานั้น สมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระ คือ พระวิปัสสีทรงเครื่อง

องค์ที่สถิตอยู่ชั้นรองเบื้องซ้ายนั้นสมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระ คือพระสีขีทรงเครื่อง องค์ที่สถิตอยู่ชั้นรองต่อลงไปเบื้องขวานั้น สมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระ คือพระเวสสภูทรงเครื่อง องค์ที่สถิตอยู่ชั้นรองต่อลงไปเบื้องซ้ายนั้นสมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระ พระกักกุสันธะทรงเครื่อง

องค์ที่สถิตอยู่ ณ ชั้นต่ำเบื้องซ้ายนั้น สมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระ พระพุทธกัสสทรงเครื่อง องค์ที่สถิตอยู่ ณ เบื้องต่ำ หันหน้าออกนั้น สมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระ คือพระมาลัยเถรเจ้าทรงเครื่อง หน่วงจิตต์ภาวนาพระนามตลอดการพิธีทิ้งกระจาด

องค์ที่สถิตอยู่เบื้องต่ำหันหน้าเข้านั้น สมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่ พระพุทธเจ้าเปิดโลกทรงเครื่อง หน่วงจิตต์ภาวนาพระนามตลอดการพิธีทิ้งกระจาด องค์สถิตอยู่ ณ ทิศตะวันออกนั้น สมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระทรงเครื่องหน่วงจิตต์ภาวนาพระนามตลอดการพิธีทิ้งกระจาด องค์สถิตอยู่ ณ ทิศตะวันตกนั้น สมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระทรงเครื่องหน่วงจิตต์ภาวนาพระนามตลอดการพิธีทิ้งกระจาด 

องค์สถิตอยู่ ณ ทิศเหนือนั้น สมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระทรงเครื่องหน่วงจิตต์ภาวนาพระนามตลอดการพิธีทิ้งกระจาด องค์สถิตอยู่ ณ ทิศใต้นั้น สมมติสนองพระโอษฐ์ว่าที่พระทรงเครื่องหน่วงจิตต์ภาวนาพระนามตลอดการพิธีทิ้งกระจาด ส่วนพระอันดับทั้งหลายนั้นสมมติสนองพระโอษฐ์ ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ต้องหันหน้าหน่วงจิตไปทางทิศตะวันตกขวามาแล้ว จึงหันกลับ ที่ประสานมือคลุมจีวรนั้นเป็นการแสดงว่าได้สำรวม อินทรีย์แล้วสวดสรรเสริญพระบารมีพระพุทธเจ้าทั้งหลาย          

และนี่จึงเป็นเหตุทำให้ก่อกำเนิดเกิดมีพิธีทิ้งกระจาดสืบทอดกันมาจวบจนปัจจุบัน

http://www.siamrath.co.th/uifont/NewsDetail.aspx?cid=73&nid=42444

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เรื่องราวจากหลังเขื่อน : ผู้เสียสละเพื่อการพัฒนา..เป็นเจ้าของแต่ไม่ได้ใช้

เรื่องราวจากหลังเขื่อน : ผู้เสียสละเพื่อการพัฒนา..เป็นเจ้าของแต่ไม่ได้ใช้
โดย : วรภัทร วีรพัฒนคุปต์  เมื่อ : 17/07/2009 09:59 AM
เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ผมในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการเครือข่ายเยาวชนประชาธิปไตย ให้กับสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ไปจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายเยาวชนประชาธิปไตยรุ่นที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกิจกรรมของผมนั้นนอกจากการสัมมนาถอดบทเรียนสังเคราะห์องค์ความรู้เรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว กิจกรรมการลงพื้นที่ชุมชนก็เป็นอีกกระบวนการที่เราใช้ในการให้เยาวชนได้ถอดบทเรียนความเป็นพลเมืองผู้ตื่นตัวจากบทเรียนการทำงานของชุมชน ซึ่งเป็นรูปแบบของประชาธิปไตยโดยธรรมชาติ

และครั้งนี้เราจัดแบ่งเยาวชนออกเป็น 3 สาย ลงพื้นที่ 3 ชุมชน โดยผมรับผิดชอบในการพาเยาวชนลงพื้นที่ที่ชุมชนหาดทรายคุณ อ.บุญฑริก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนในเครือข่ายของสมัชชาคนจนกลุ่มที่ต่อสู้ในเรื่องประเด็นปัญหาที่ดินทำกินที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร

ชุมชนนี้มีกรณีปัญหาที่คล้ายคลึงกันกับกรณีเขื่อนปากมูน คือได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่า ชาวบ้านปากมูนจะชูประเด็นการต่อสู้ในเรื่องของความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ส่งผลต่อการวิถีการดำรงชีวิต เพราะคนริมลำน้ำมูนจะมีวิถีชีวิตอยู่กับการจับหาปลาในแม่น้ำที่มีหลากหลายร้อยสายพันธุ์หายาก ส่วนกรณีปัญหาเขื่อนสิรินธรนั้น จะหนักไปในเรื่องของสิทธิที่ดินทำกินและการชดเชยที่ไม่เป็นธรรมจากภาครัฐ

ความลับอย่างหนึ่งของเขื่อนแห่งนี้ที่พิเศษ คือเป็นเขื่อนที่ถูกสร้างโดยแฝงนัยยะทางการเมืองในช่วงยุคมืดของประชาธิปไตยท่ามกลางกระแสการตื่นตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์ในระดับสากล เขื่อนนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาในปี 2511และแล้วเสร็จในปี 2514 เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับฐานทัพอเมริกาในจังหวัดอุบลราชธานี และยังเป็นการทำลายพื้นที่ของขบวนการคอมมิวนิสต์อีกด้วย เพราะเขื่อนนี้ได้ปิดเส้นทางคมนาคมไทย-ลาว และได้ทำให้น้ำท่วมพื้นที่ป่าดงดิบผืนใหญ่ ที่ถูกสงสัยว่าเป็นที่ซ่องสุมของพรรคคอมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

มีเสียงจากชาวบ้านที่เป็นอดีตสหายผู้จับปืนอยู่ในป่าเปรยขึ้นมาว่า "ไอ้เราก็ไม่คิดว่าเขื่อนมันจะสร้างได้ขนาดนี้จริงๆ ขนาดพวกเราแค่จะสร้างฝายเล็กๆยังลำบากเลย ถ้ารู้ว่าเขื่อนมันจะร้ายได้ขนาดนี้ พวกเราคงไปยิงถล่มแคมป์สร้างเขื่อนกันตั้งนานแล้ว"

ด้วยความที่สังคมไทยเดิมอยู่ในวิธีคิดแบบไร่ขุนมูลนาย กว่าที่ชาวบ้านจะตระหนักว่าปัญหาที่ตนได้รับจากเขื่อนนั้น ไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม แต่มันคือสิทธิอันชอบธรรมที่ชาวบ้านจะต้องทวงคืน ชาวบ้านก็ต้องใช้เวลาถึ ง20 กว่าปีให้หลังในการเรียนรู้ ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มปัญหาเขื่อนสิรินธรเกิดขึ้นหลังขบวนการชาวบ้านปากมูนด้วยซ้ำ ทั้งที่เขื่อนสิรินธรเกิดก่อนเขื่อนปากมูนหลายปี

แต่อย่างน้อยๆ ทั้งสองขบวนการนี้ ก็ได้เดินหน้าพร้อมๆกันกับมวลมิตรคนจนกลุ่มปัญหาอื่นๆทั่วประเทศ จนนำมาสู่การเกิดขึ้นของสมัชชาคนจนในปี2540

จุดสะดุดใจของผมในการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ แวบแรกที่ได้เห็นพื้นที่ตอนมาสำรวจเส้นทาง ผมได้เห็นชุมชนที่มีเสน่ห์แบบชนบทแท้ๆ หัวหน้าเอก - ประพนธ์ สิงห์แก้ว ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน แกนนำในพื้นที่ที่ให้ความช่วยเหลือผมในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้พาผมไปดู "จุดชมวิว" ของชุมชน

ภาพที่ผมเห็นเป็นลานโล่งๆ มีหญ้าขึ้นบนผืนดินเล็กน้อย พร้อมกับแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ดูแล้วให้บรรยากาศชวนนึกถึงรีสอร์ตหรือสนามกอล์ฟขนาดใหญ่ แต่ที่นี่มีวัวมีควายมาเดินกินหญ้าอยู่ริมน้ำด้วย

แต่เมื่อผมได้รู้ว่า ภาพบรรยากาศที่สวยงามตรงหน้าผม ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ผมเห็นนั้น แท้จริงมันคือที่ตั้งเดิมของชุมชนที่ชาวบ้านเคยอยู่กันมาท่ามกลางป่าดงดิบ ความรู้สึกที่ประทับใจความสวยงามกลัลกลายเป็นความอนาถจิตขึ้นมาทันที ผมพูดกับเพื่อนที่มาด้วยกันว่า "มันคือความสวยงามที่เห็นแล้วอนาถจิตแท้"

แล้วผมก็ยังอุตส่าห์ถามคำถามโง่ๆกับหัวหน้าเอกว่า ทำไมชาวบ้านไม่วิดน้ำในแอ่งเข้าที่นา หรือมาหาจับสัตว์น้ำในนี้ อย่างน้อยก็ให้มันได้เกิดประโยชน์อะไรกับชีวิตในปัจจุบันบ้าง

คำตอบที่ผมได้รับคือ "มันผิดกฎหมาย" เพราะบัดนี้ แอ่งน้ำแห่งนี้ รวมถึงทรัพยากรต่างๆที่อยู่ในน้ำ ถือเป็นทรัพย์สินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ทั้งหมด...

มันจึงกลายเป็นสิ่งที่ค้างคาในใจผมว่า ทั้งที่เราก็รู้กันอยู่ว่าแอ่งน้ำแห่งนี้มันคือกรรมสิทธิ์ดั้งเดิมที่ชาวบ้านเขาอยู่กันมาหลายร้อยปีก่อนที่มันจะกลายเป็นแอ่งน้ำด้วยซ้ำ วันนี้ที่เขาต้องยอมถูกเลือกให้เป็นผู้เสียสละ เพื่อสนองตัณหาการพัฒนาตามแนวทางทุนนิยมสามานย์ที่พวกเรากำลังเสพกันอยู่ แค่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เท่านี้ ทำไมพวกเขาถึงไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์เพื่อชดเชยสิทธิอันชอบธรรมที่พวกเขาถูกบังคับให้ยอมเสียสละไปแล้ว

กรณีคล้ายๆ กันเช่นนี้ยังมีอีกหลายที่หลายแห่ง ที่คนจนมักถูกบีบด้วยวาทกรรมว่า "ต้องเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ" ซึ่งแท้จริงแล้วคนจนต่างหากล่ะที่เป็นคนส่วนมากของประเทศและของโลก ที่ต้องถูกบังคับให้เป็นผู้เสียสละไปซะทุกครั้ง เพื่อสำเร็จความใคร่ให้แก่นายทุนและชนชั้นกลางในเมืองผู้หลงระเริงต่อการบริโภคที่ไม่รู้จักพอ

มันทำให้เราได้ค้นพบตัวเองว่า หลายครั้งพวกเรานี่แหละคือผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยความอยากที่ไม่รู้จักพอ อุปสงค์ที่ไม่มีขีดจำกัดของพวกเรา นำมาสู่อุปทานที่ต้องแลกด้วยสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนจนผู้เป็นประชากรส่วนใหญ่แต่เสียงเล็กในสังคมโลก

ความขัดแย้งมากมายระหว่างมนุษยชาติในมุมต่างๆ ของโลก รวมถึงปรากฎการณ์การเมืองแบ่งสีในไทยเรา หากพินิจพิเคราะห์ด้วยสติ เราจะเข้าใจว่าความจริงแล้วมันเริ่มต้นจากปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างเช่นนี้แหละ แค่ว่ามวลชนจะเลือกใช้ใครเป็นเครื่องมือหรือเป็นเครื่องมือของใคร

น่าสมเพชที่บรรดาผู้ทรงเกือกในคณะกรรมการสมานฉันท์โจร (หรือคณะกรรมการสมานฉันท์ สามัคคีกันกินประเทศไทย) ที่แต่งตั้งโดยประธานรัฐสภา และมีประธานคณะกรรมการนามสกุล "ถึงฝั่ง" กลับมีสติปัญญาเถียงกันได้แค่เรื่องผลประโยชน์ของนักการเมืองชั่วๆ ที่โดนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

สุดท้ายคนจนก็ยัง "ไม่ถึงฝั่ง" เสียที.....
         http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1271

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th

'ถักทอชีิวิต' เรื่องราวชีวิตของแรงงานหญิงในชวาตะวันออก

'ถักทอชีิวิต' เรื่องราวชีวิตของแรงงานหญิงในชวาตะวันออก

  

 
เมืองมาลัง ประเทศอินโดนีเชีย - สิตี หญิงวัยกลางคน ยังชีพด้วยการรับงานมาทำที่บ้าน เธอกำลังง่วนอยู่กับการถักตาข่ายพันรอบลูกแบทมินตันอยู่ ด้วยสองมือ ที่ทำงานอย่างคล่องแคล่ว และอย่างชำนิชำนาญ ท่ามกลางคนงานหญิงคนอื่นๆ ที่มาทำงานที่บ้านของเธอ
 
แม้ว่าตอนนี้ เวลาย่ำ่บ่ายแก่ๆ แล้ว แต่ดวงอาทิตย์ยังคงแผดแสงจ้าลอดผ่านเข้ามาในบ้าน ที่หมู่บ้านอาร์โจซารี ในเมืองมาลัง จังหวัดชวาตะวันออก ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้าน ต่างใช้บ้านตัวเองเป็นโรงงานผลิตลูกแบทมินตัน พวกเขาดูเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ยังคงพยายามทำงาน เพื่อให้ได้ผลผลิต ตรงกับจำนวนออเดอร์ที่สั่งมา
 
สิตี เป็นหนึ่งในคนที่ทำงานอยู่กับบ้าน โดยก่อนหน้านี้ จะรับงานผลิตจากโรงงานมาทำที่บ้าน และส่งขายโรงงานโดยตรง แต่เมื่อไม่นานมานี้ เธอผันตัวเองมาเป็น "นายจ้างของตนเอง" (Self-employment) เธอจัดให้ที่บ้านเป็นโรงงานขนาดเล็ก และ เป็นที่ซึ่งเพื่อนบ้านจะมาทำงานร่วมกับเธอ เพื่อผลิตสินค้าขาย ให้กับพ่อค้าคนกลาง หรือขายตรงไปยังร้านค้าต่างๆ ซึ่งสิตีจ่ายค่าจ้างตามสัดส่วนหน้าที่ของแต่ละคน
 
เธอมีปัจจัยการผลิตสำคัญเตรียมพร้อมไว้ทุกอย่าง ทั้งเครื่องมือและวัตถุดิบสำหรับผลิตลูกแบทมินตัน มีเครื่องจักรที่ใช้ตัดแต่ง มีขนนกเทียมที่เธอบอกว่านำเข้ามาจากไต้หวัน นอกจากนี้ยังมี กระดาษ กาว กรรไกร และวัสดุอื่นๆ ที่จำเป็น
 
พื้นที่ในทุกห้อง ทุกมุมของบ้านจะถูกจัดให้เป็นสถานที่ผลิตลูกแบทมินตัน โดยแบ่งกันไปตามขั้นตอนการผลิต แม้ว่าบ้านจะมีขนาดจำกัด แต่มันก็ยังใช้เป็นโรงงานขนาดย่อมที่มีคนสัก 4-6 คน ทำงานอยู่ภายใต้แสง (ที่เล็ดลอดเข้ามา) ของดวงอาทิตย์ และแสงจากหลอดไฟเล็กๆ
 
"พวกเราขายผลิตภัณฑ์ให้กับร้านค้าปลีก ซึ่งให้ราคาดีกว่าบริษัท (โรงงาน) เช่น สปอร์ตคลับ ร้านขายเครื่องกีฬา และร้านเครื่องเขียน แต่หากว่ามันขายไม่ได้ ทางร้านก็จะจัดส่งคืนมาโดยไม่ต้องมีค่าตอบแทนให้พวกเรา แต่ถ้าพวกเขาขายได้พวกเขาก็จะจ่ายค่าตอบแทน นอกจากนี้เรายังขายให้กับใครก็ตามที่มาซื้อผลิตภัณฑ์ที่บ้านเราด้วย" สิตีกล่าว
 
ในเขตเดียวกันยังมีบ้านเป็นถูกทำให้เป็นเสมือนโรงงานอยู่รอบหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนงานหญิง - แรงงานนอกระบบ โดยปริมาณของผู้ใช้แรงงานนอกระบบเหล่านี้ อยู่ในอัตราส่วนสองในสามของแรงงานเอเชียทั้งหมด ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการเกื้อหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียด้วย
 
เมื่อมองออกไป จะเห็นเด็กวิ่งเล่นอยู่รอบหมู่บ้าน ขณะเดียวกันก็ยังมีเด็กสาววัยรุ่นที่คอยช่วยเหลือพ่อแม่ดูแลเด็กเล็กๆ ส่วนที่เหลือก็จะช่วยพ่อแม่หรือญาติทำงาน พวกเธอจะจับจ้องที่สองมือทำงานอย่างรอบคอบขณะที่กำลังถักเส้นด้ายหรือตัดขนนกเทียม
 
ในแต่ละวัน บ้านหลังหนึ่งๆ จะผลิตลูกแบทมินตันได้สักห้าสิบโหล ซึ่งค่าจ้างก็จะจ่ายตามจำนวนชิ้นงานและชนิดของงานที่ทำ ยกตัวอย่างเช่น คนที่คอยเติมขนนกรอบลูกแบทมินตัน เป็นวงจะได้รับค่าจ้างประมาณ 1,500 รูเปียร์ (ประมาณ 0.15 ดอลลาร์) ต่องาน 12 ชิ้น และคนทีคอยร้อยด้ายรอบขนนกก็จะได้รับ 600 รูเปียร์ (ประมาณ 0.06 ดอลล่าร์) ต่องาน 12 ชิ้น
 
โดยปกติแล้ว ก่อนที่จะใส่ขนนกและร้อยพวกมันไว้ด้วยกันนั้น กลุ่มผู้ชายจะคอยเป็นคนเตรียมขนนกโดยการตัดมันแต่ละชิ้นให้มีขนาดเล็กลงจนพอเหมาะก่อน ขณะที่ชายอีกกลุ่มจะเอาแท่งเหล็กแทงลงไปบนลูกแบทมินตันให้เป็นรู และเสียบขนนกลงไป จากนั้นฝ่ายหญิงก็จะเป็นคนคอยร้อยเส้นด้ายรอบลูกแบทมินตันอย่ารวดเร็วและชำนิชำนาญ หลังจากชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน ในบ้านหลังหนึ่งหรือในครอบครัวหนึ่งจะผลิตลูกแบทมินตันได้ประมาณ 50 โหล (รวมแล้ว 600 ลูก) ต่อวัน
 
คนงานจะผลิตลูกแบทมินตันและขายตามระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยพวกเขาจะขายผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพพอใช้ประมาณ 10,000 รูเปียร์ ผลิตภัณฑ์คุณภาพดีปานกลางที่ 20,000 รูเปียร์ และที่คุณภาพดีที่สุดจะขายราคา 25,000 รูเปียร์ โดยทั้งหมดนี้จากราคาต่อ 1 กล่อง (1 กล่องจุลูกแบทมินตัน 12 ลูก) หากพวกเขาสามารถขายสินค้าทั้งหมดได้ พวกเขาก็จะต้องคำนวณรายได้ทั้งหมด ซึ่งมันก็ยากที่จะบอกว่าค่าตอบแทนจากแรงงานพวกเขาจะเหลืออยู่เท่าไหร่
 
"ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาขายมันได้มากเท่าไหร่ที่ร้าน" สิตีบอกขณะที่เธอหยุดพักงานแล้วหันมาเล่นกับลูกสาวตัวเล็ก
ศรีก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ "เป็นนายจ้างของตัวเอง" (Self-employment) ในงานฝีมือเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไม้แบทมินตันในหมู่บ้านอาร์โรซารี เธอเปิดใจพูดถึงการรับคำสั่งผลิตสินค้าจากบริษัทที่มา ไม่แน่ไม่นอน ซึ่งมีผลกระทบต่อรายได้ของครอบครัวที่ไม่แน่นอนไปด้วย
 
"หลายปีก่อนหน้านี้ ราว ๆ ปี 1997-1998 พวกเราไม่ได้รับออเดอร์สั่งสินค้ามาหลายเดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากสำหรับเรา เมื่อพวกเราได้รับออเดอร์งานแล้วเราก็แค่ทำตามใบสั่งโดยไม่ได้สนใจเลยว่าเป็นสินค้ายี่ห้ออะไรที่เราผลิตให้ หรือว่าเป็นบริษัทไหนที่เราร่วมงานด้วย เราแค่ทำงานของเราก็เท่านั้นเอง" ศรีกล่าว
 
มีเพื่อนบ้านมาเป็นแรงงานที่บ้านของด้วย และเธอเองก็ต้องรับผิดชอบกับสินค้าที่ไม่ดี ด้วย "พวกเราได้รับค่าตอบแทนที่ต่ำมาก เราก็มีทำผิดพลาดมาก (เพราะต้องเร่งทำงานให้ได้มากๆ ในแต่ละวัน) แต่พวกเขาก็มักจะเรียกร้องสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุดจากเราอยู่ มันทำให้ฉันโกรธมาก" ศรีกล่าว
 
อย่างไรก็ตามในพื้นที่บริเวณใกล้ๆ กัน ก็มีโรงงานทอเครื่องหวาย ซึ่งมาร์ลีนาเป็นเจ้าของและผู้จัดการโรงงานในระดับครัวเรือน เธอพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อคนงานและครอบครัวของเธอ ด้วยการพัฒนาให้สินค้าเครื่องหวายมีคุณภาพดีและจ่ายค่าจ้างให้กับแรงงานอย่างเหมาะสม
 
"ฉันต้องทำงานหนักและดูแลด้านการตลาดไปด้วย เรารู้ว่ายังมีการผลิตสินค้าประเภทเดียวกันนี้อีกเป็นจำนวนมากในเขตของเรา แต่ผลผลิตของพวกเราก็มีคุณภาพดี ผลิตภัณฑ์เก้าอี้หรือตะกร้าหวายจะใช้ได้คงทนเป็นเวลานาน"
"มีนักธุรกิจไทยบางคนก็มาสั่งออเดอร์จากเราให้ส่งออกไปที่ไทย หรือแสดงต้นแบบให้เราเห็นแล้วขอให้เราทำสินค้าในรูปแบบเดียวกัน ด้วยราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับค่าแรงในประเทศของเขา" มาร์ลีนา กล่าว
 
ในตอนนี้สินค้าของมาร์ลีนาได้ส่งออกไปมากมายหลายที่ ทั้งยังมีขายในอินโดนีเชียเอง ที่ส่งขายไปนอกประเทศก็เช่น ที่ออสเตรเลีย , ยุโรป และ ไทย
 
อย่างไรก็ตาม สิตี , ศรี และ มาร์ลีนา ยังต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ที่ทำงานที่บ้านแล้ว พวกเขาไม่มีกฎหมายแรงงานคุ้มครอง ไม่สามารถเข้าถึงประกันสังคมด้านต่างๆ และไม่มีกฎหมายประกันค่าแรงขั้นต่ำ หรือค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา
 
"พวกเราต้องการรายได้มากขึ้นกว่านี้ เพื่อจะสามารถเป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูกๆ ได้เพียงพอ เพราะค่าธรรมเนียมการศึกษานับวันก็เพิ่มสูงขึ้น แล้วเราก็ยังต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง แม้ว่าเราจะได้รับบาดเจ็บจากการทำงานก็ตาม" สิตี ผู้ที่ทำโรงงานผลิตลูกแบทมินตันที่บ้านกล่าว
 
สุทาร์ตี ประธานสหภาพแรงงานหญิงผู้ทำงานอยู่กับบ้านในอินโดนีเชีย (Association Indonesia Home-based Women Workers - HWPRI) ซึ่งตัวเธอเองก็รับงานมาทำที่บ้านด้วย ซึ่งเธอให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า "คนงานที่ทำงานที่บ้าน เปรียบเสมือนแรงงานที่ไม่มีตัวตนในสายตาของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม พวกเราก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ครอบครัวและชุมชนของเรามีมาตรฐานชีวิตที่ดีกว่านี้ และมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว"
 
สหภาพแรงงานหญิงผู้ทำงานอยู่กับบ้านในอินโดนีเชีย หรือ HWPRI จัดตั้งขึ้นจากกลุ่มผู้หญิงทำงานในเมืองมาลัง โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนและพัฒนาความสามารถของแรงงานหญิง
 
HWPRI ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดและเข้าถึงโดยตรงกับกับแรงงานหญิงที่ทำงานที่บ้านเพื่อสนับสนุนพวกเขาในหลายๆ ทาง HWPRI ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและการเข้าคอร์สฝึกฝนหลายครั้ง เช่น การฝึกพัฒนาเชิงเทคนิคความสามารถ การฝึกฝนด้านการตลาด การเรียนรู้กฎหมายและนโยบายทางการเมือง รวมถึงการฝึกความเป็นผู้นำ
 
"HWPRI ยังได้พยายามเสริมกำลังให้กับแรงงานที่ทำงานที่บ้านในหลายๆ ทาง เพื่อเพิ่มพลังในการต่อรองและสามารถดำเนินธุรกิจของตนเองได้ แม้ว่ามันจะยากสำหรับแรงงานหญิงที่ทำงานที่บ้านในการเก็บรวบรวมเงินทุนสำหรับตั้งตัวกับธุรกิจของพวกเธอเอง"
 
"แล้วมันก็ยังคงยากในการให้แรงงานหญิงที่ทำงานที่บ้านหยุดงานของพวกเธอเพื่อมาเข้าร่วมการประชุมหรือร่วมกิจกรรมทางสังคมและการเมืองอื่นๆ" ประธาน HWPRI กล่าว
 
สิซัทกาส์ ดวีโก บุตรี หนึ่งในสมาชิกสหภาพแรงงานหญิงผู้ทำงานอยู่กับบ้านในอินโดนีเชีย แต่ตอนนี้เธอไม่ได้รับงานไปทำที่บ้านแล้ว ได้พูดเกี่ยวกับประสบการณ์ของเธอว่า" บางทีออเดอร์งานจากบริษัทก็มาไม่คงที่ พวกเราเคยไม่ได้รับออเดอร์มาหลายเดือนติดกันทำให้ไม่มีรายได้เลย นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงประเภทของสินค้าอีกต่างหาก"
 
"ยกตัวอย่างเช่น พวกเราเคยทำเสื้อแจ็คเก็ตที่โรงงาน แต่พอพวกเขานำเข้าสินค้าที่ราคาถูกกว่ามากจากจีน พวกเราก็จำต้องเปลี่ยนไปผลิตเสื้อผ้าชนิดอื่นแทน ดังนั้นคนงานต้องปรับตัวให้เข้ากับการผลิตงานแบบใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้ฉันรู้สึกไม่มั่นคง" สิซัทกาส์ กล่าว
 
สิซัทกาส์ เริ่มต้นธุรกิจของเธอมาประมาณปีหนึ่งแล้ว โดยการผลิตและจำหน่ายผงเครื่องดื่มสมุนไพรสำเร็จรูปตรา "มาลาตี" ในตอนนี้เธอสามารถเป็นเจ้าของชีวิตตนเองโดยวางแผนจัดการกับธุรกิจและรายได้ของเธอเองได้
"ฉันค่อนข้างมีความสุขดีในตอนนี้ ฉันสามารถกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง และวางแผนการที่ดีกว่ากับการหารายได้ให้ครอบครัว" เธอกล่าว
 
ดูเหมือนว่า ไม่ใช่แค่เธอจะสามารถกำหนดราคาเองได้ แต่ยังสามารถสร้างความมั่นใจและมีความภาคภูมิใจในตนเองด้วย แม้ว่าในขณะนี้เธอยังมีลูกค้าไม่มากนัก "ฉันรู้ว่ายังมีอะไรอีกมากมายที่ฉันต้องเรียนรู้อีกมาก เกี่ยวกับการทำธุรกิจ"
 
อินโดนีเชียเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุด และสินค้าหลักอีกประเภทที่มีไว้ทั้งสำหรับการใช้เองภายในประเทศและใช้เพื่อส่งออก คือผ้าโพกศีรษะ , ผ้าคลุมหน้า หรือ ญิฮาบ (สำหรับหญิงมุสลิม)
 
"พวกเราทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนแรงงานที่ทำงานที่บ้านโดยเริ่มต้นขึ้นที่เมืองมาลัง เพื่อให้พวกเรามีพลังในการต่อรองกับนักธุรกิจหรือกับบริษัท พวกเราพยายามหาเทคนิคและวัตถุดิบใหม่ๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเราดูดีขึ้นและดูสวยขึ้น พวกเราระดมความคิดกันและสร้างรูปแบบสินค้าที่แตกต่างจากของบริษัทอื่น ซึ่งจะทำให้เราได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น" ประธานสหภาพฯ กล่าว
 
ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ นโยบายเน้นการลงทุนจากต่างชาติดูจะเป็นทางออกที่จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่แรงงานจะได้รับค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด เพราะนอกจากจำทำให้เกิดจำนวนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมากขึ้น จนต้องกลายเป็นแรงงานนอกระบบในที่สุด ในขณะเดียวกันแรงงานนอกระบบซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับความสนใจและขาดความสามารถในการต่อรองทางอำนาจและด้านสิทธิแรงงาน นอกจากนี้พวกเขายังไม่ได้รับการคุ้มครองจากด้านเศรษฐศาสตร์ , สังคม และกฎหมายเลยแม้แต่น้อย
 
นอกจากนี้ ภายใต้โครงร่างนโยบายทางเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมีคำขวัญว่า "การตลาดที่เป็นหนึ่งเดียว" (One market) ทำให้มีการผลักดันการเซ็นสัญญาเขตการค้าเสรี (FTA) เกิดขึ้น การไหลเวียนทางการเงินอย่างเสรีและการเข้ามาลงทุนของต่างชาติในพื้นที่ในประเทศอาจจะยิ่งทำให้จำนวนผู้ใช้แรงงานนอกระบบมีมากขึ้นไปอีก
 
ในทุกวันนี้ ไม่เพียงสินค้าของจีนเท่านั้นที่หลั่งไหลออกไปสู่ทั่วโลก แต่จีนยังได้ส่งออกผ้าบาติค (ผ้าพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวชวา) มายังอินโดนีเซีย ซึ่งจะส่งผลกระทบกับธุรกิจท้องถิ่นรวมถึงผู้ใช้แรงงานด้วย
 
"จำนวนผู้ใช้แรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในประเทศสมาชิกอาเซียน เนื่องจากมีการปรับความสัมพันธ์เชิงการผลิตไปเป็นแบบนอกระบบ โดยการที่โรงงานอุตสาหกรรมลดจำนวนลูกจ้างในระบบลง และจ้างลูกจ้างนอกระบบ (รับงานมาทำที่บ้าน) มากขึ้น ซึ่งบางส่วนอาจจะเคยเป็นลูกจ้างเดิมของพวกเขามาก่อนด้วยซ้ำ" แดเนียล ส. สเตฟานัส นักวิชาการ หัวหน้าสำนักงานภาควิชาการบัญชี จากมหาวิทยาลัยมาชุง (Ma Chung) อินโดนีเซีย กล่าว
องค์กรแรงงานสากลระหว่างประเทศ (ILO) รายงานว่ามีแรงงานนอกระบบเป็นจำนวนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับจำนวนคนยากจนในประเทศ เช่น ที่อินโดนีเชียประชาชนมีความแตกต่างระหว่างรายได้สูงมาก โดยมีจำนวนแรงงานนอกระบบในประเทศอยู่ถึงร้อยละ 93 เมื่อเทียบกับแรงงานทั้งหมด และโดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
ในกรณีของอินโดนีเชียซึ่งมีประชากรราว 224 ล้านคน (ข้อมูลเมื่อปี 2008) ในจำนวนประชากรดังกล่าวนี้มีจำนวนผู้ที่ทำงานเป็นแรงงานอกระบบมากขึ้นทุกปี
 
ตามที่ธนาคารโลกรายงานมา (ในปี 2006) ที่อินโดนีเชีย มีประชากรราวร้อยละ 17.8 มีชีวิตอยู่ต่ำกว่าระดับความยากจน และมีร้อยละ 49 ที่มีค่าครองชีพรายวันต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราวไม่เกิน 80 บาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินไทยในปัจจุบัน)
 
จากการสำรวจของสำนักงานสถิติส่วนกลางของอินโดนีเชีย (Indonesian Central Statistics Bureau) ในปี 2008 พบว่ามีอัตราผู้ว่างงานร้อยละ 9.75 ขณะที่ สำนักงานสถิตของอินโดฯ (BPS-Statistic Indonesia) รายงานว่ามีประชากรร้อยละ 63.41 ที่ถูกนับว่าเป็นคนยากจน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด
 
เฮสติ อาร์ วิจายา นักวิจัย อินโดฯ ชี้ให้เห็นว่าขอบข่ายงานจำพวกนี้กำลังดำเนินไปได้ดีในประเทศสมาชิกอาเซียน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียนที่เรียกว่า "การตลาดร่วม" (integration market) จะทำให้เกิดธุรกิจที่จ้างงานอย่างผิดกฎหมาย เกิดการอพยพพร้อมกับแรงงานข้ามชาติ และเกิดโรงงานขูดรีด โดยที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากสภาพการจ้างงานหรือการดูแลด้านสุขภาพ
 
"พวกเราต้องการเพิ่มพลังในการต่อรองกับนายจ้าง หรือบริษัท/โรงงานให้ได้มากกว่านี้ ต้องเรียกร้องให้แรงงานได้รับค่าแรงที่เหมาะสม และประชาชนควรให้ความสำคัญ หรือเห็นคุณค่าในงานที่ผู้หญิงทำให้มากกว่านี้ด้วย" สุทาร์ตี ประธาน HWPRI กล่าว
 
 
* บทความชิ้นนี้ ได้รับทุนและการสนับสนุนจาก องค์กรพันธมิตรสื่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Press Alliance) ประจำปี 2552

http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24657

 


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.stockwave.in.th/seminar

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

พนักงานใบโพธิ์ก่อหวอด ต้านถูกโยกย้าย 400 คน ไปสังกัดบริษัททวงหนี้ โดยธนาคารจะถือหุ้น 100%



 

ทลาย'แก๊งใหญ่' 'ปล่อยกู้'โหดกองปราบยึดของกลางอื้อ

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ สรุปข่าวหน้าหนึ่ง -- 32 นาทีที่แล้ว

กองปราบฯบุกทลายรัง แก๊งปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหดรายใหญ่ภาคกลาง ยึดของกลางเพียงทั้งสมุดคู่มือทะเบียนรถ  สมุดเก็บเงินกู้ 20 ล้านพร้อมปืนและกระสุน ตะครุบ 2 คนเฝ้าบ้านไว้ดำเนินคดี ส่วนหัวโจกเผ่นหนีหวุดหวิด เผยตำรวจได้รับร้องเรียนจากประชาชนนานแล้ว คาดมีนายทุนใหญ่หนุนหลัง เพราะเป็นแก๊งใหญ่มีลูกทีมกว่า 30 คน แบ่งกันเก็บดอกเบี้ยรายวันในหลายจังหวัด ใครไม่จ่ายถูกซ้อม

พนักงานใบโพธิ์ก่อหวอด ต้านถูกโยกย้าย 400 คน

ธนาคารไทยพาณิชย์
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ สรุปข่าวหน้าหนึ่ง -- 11 นาทีที่แล้ว
สหภาพฯ ไทยพาณิชย์เล็งฟ้องศาลแรงงาน ค้านถูกมัดมือชก 400 คน ย้ายไปสังกัดบริษัททวงหนี้ สหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์กว่า 100 คน เดินขบวนบนถนนแจ้งวัฒนะวานนี้ เพื่อคัดค้านกรณีพนักงานประมาณ400 คน ถูกโอนไปสังกัดบริษัทลูกของธนาคารที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งทำหน้าที่ติดตามทวงถามหนี้ โดยธนาคารจะถือหุ้น 100%
 

ฮัลโหลขายประกันพุ่งหมื่นล. สมาคมฯมั่นใจแม้เกณฑ์ใหม่คุมเข้ม บี้สคบ.-คปภ.ตีกรอบขายผ่านแบงก์

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ สรุปข่าวหน้าหนึ่ง -- 17 นาทีที่แล้ว

สมาคมประกันชีวิต คาดปีนี้ยอดขายประกันผ่านโทรศัพท์ทะลุหมื่นล้านบาท นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ยอดขายประกันชีวิตผ่านโทรศัพท์ในปีนี้จะมียอดทะลุถึง 1 หมื่นล้านบาท อย่างแน่นอน เฉพาะไตรมาสแรกมียอดขายเข้ามาแล้ว 2,323 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4.02% ของเบี้ยรับรวมทั้งระบบ ขณะที่ปี 2551 ทั้งปีมียอดขายรวม 4,218 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาด 2.33% ของเบี้ยรับรวมทั้งระบบ

http://www.ryt9.com/s/psum/611701/

ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance



 

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

3 หมื่นล้าน 10 นาทีเกลี้ยงคลังตามน้ำเพิ่มบอนด์ไม่อั้น

3 หมื่นล้าน 10 นาทีเกลี้ยงคลังตามน้ำเพิ่มบอนด์ไม่อั้น
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 13 กรกฎาคม 2552 22:24 น.
       ASTVผู้จัดการรายวัน - เปิดขายพันธบัตรวันแรกคนซื้อทะลัก เปิดได้แค่ 10 นาทีหมดเกลี้ยง กระทรวงการคลังไม่มีเหนียม เอาใจนักลงทุนประกาศเพิ่มวงเงินอีกเท่าตัวเป็น 3 หมื่นล้านสำหรับผู้สูงอายุ "กรณ์" เผยรอบ 3 ที่เหลือเพียง 5 พันล้านอาจหมดก่อนกำหนด พร้อมเปิดล็อตใหม่เร็วๆ นี้ นายกฯ เผย ครม.หารือประเด็นขยายวงเงินพันธบัตรให้ทั่วถึงภายในวันนี้ บิ๊กแบงก์กรุงไทยเสือปืนไวเตรียมออกผลิตภัณฑเงินฝากใหม่ ดอกเบี้ยแพงกว่าเดิมรองรับความต้องการทันควัน
       
        ความคืบหน้าการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งในเดือน ก.ค. 52 ล็อตแรก 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 3 รอบ (1.วันที่ 13-14 วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 2.วันที่ 15-16 วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับประชาชนทั่วไปจำกัดเพดานไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคน และ 3.วันที่ 17,20,21 วงเงิน 2 หมื่นล้านบาทไม่จำกัดเพดาน) พบว่ารอบที่ 1 วันแรก (13 ก.ค.) ได้รับความสนใจสูงเป็นประวัติการณ์ จนธนาคารพาณิชย์ทั้ง 7 แห่ง ขายหมดทั้งจำนวน ทำให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ตัดสินใจเพิ่มวงเงินพันธบัตรให้แก่ผู้สูงอายุอีกเท่าตัวหรือจาก 1.5 หมื่นล้าน เป็น 3 หมื่นล้านบาท ทันที
       
       ***บรรยากาศทุกแบงก์คึกคัก***
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วงเงินที่ธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง ที่ได้รับจัดสรรให้เป็นผู้จัดจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) 7,100 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) 6,100 ล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) 5,200 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) 4,700 ล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) 2,700 ล้านบาท ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) 2,400 ล้านบาท และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) (SCIB) 1,900 ล้านบาท มีบรรยากาศที่คึกคักกันถ้วนหน้า
        นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง 50,000 ล้านบาท ล็อตแรกในวันนี้ ธนาคารได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และสามารถจำหน่ายหมดลงได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาประมาณ 10 นาที นับจากเปิดจำหน่ายในเวลา 8.30 น. โดยธนาคารได้จำหน่ายให้แก่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีผู้สูงอายุมารอรับบัตรคิวกันตั้งแต่เวลาตี 4
        นายอภิศักดิ์ยืนยันว่า การจำหน่ายพันธบัตรของธนาคารมีความโปร่งใส เนื่องจากได้ใช้ระบบออนไลน์ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่าสำนักงานใหญ่ และในขณะนี้ยังไม่พบข้อร้องเรียนจากประชาชนถึงการจำหน่ายพันธบัตรดังกล่าว นอกจากนี้คาดว่าในการจำหน่ายพันธบัตรล็อตที่ 2 จะสามารถจำหน่ายได้หมดรวดเร็วเช่นกัน
        "การออกพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อขายให้กับผู้สูงอายุนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากมีคนกลุ่มนี้เป็นจำนวนไม่ใช่น้อย ที่ใช้รายได้ดอกเบี้ยเพื่อยังชีพ การออกพันธบัตรที่ให้อัตราดอกเบี้ยในระดับดีจึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนกลุ่มผู้สูงอายุได้ สำหรับการโยกเงินฝากไปซื้อพันธบัตรนั้น ก็คงจะมีบ้างแต่จะเป็นในส่วนของเงินฝากระยะสั้นมากกว่า ซึ่งธนาคารมีสัดส่วนเงินฝากระยะสั้นอยู่เป็นจำนวน จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธนาคาร แต่หากทางรัฐบาลจะออกพันธบัตรเพิ่มเติมอีก ก็อาจมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยในระยะยาวให้เพิ่มขึ้นได้"
       
       **เตรียมออกเงินฝากใหม่รองรับ**
        นายอภิศักดิ์เปิดเผยว่า ธนาคารอาจจะออกผลิตภัณฑ์เงินฝากเพิ่มเติมในช่วงหลังจากขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งเรียบร้อย ซึ่งอาจจะมีระยะเวลาใกล้เคียงกับพันธบัตรดังกล่าว เพื่อเป็นการรองรับผู้ที่ซื้อพันธบัตรไม่ทัน แต่ยังคงต้องดูรายละเอียดและความต้องการพันธบัตรอีกครั้งในช่วงที่เหลือ ขณะที่ธนาคารนครหลวงไทยซึ่งสามารถจำหน่ายหมดก่อน 10.30 น. มีลูกค้าบางรายที่พลาดโอกาสซื้อแต่ธนาคารก็มีผลิตภัณฑ์อื่นรองรับให้กับลูกค้ารวมทั้งรูปแบบกองทุนต่างๆ
        นายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า พันธบัตรฯ ถูกหน่ายหมดภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยใช้รูปแบบการจองแบบ จองซื้อก่อนได้ก่อน สำหรับลูกค้าที่สนใจ และพลาดโอกาสในครั้งนี้ สามารถติดต่อขอซื้อได้ในช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 15-16 ก.ค. 52 วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท โดยที่สำนักงานใหญ่มีผู้สูงอายุทยอยมาเพื่อซื้อพันธบัตรฯดังกล่าวเช่นกัน โดยเพียง 15 นาทีแรกตั้งแต่เริ่มเปิดรับบัตรคิวในเวลา 7.00 น.มีผู้รับบัตรคิวไปแล้วทั้งสิ้น 50 ใบ
        สำหรับประชาชนทั่วไป (รวมผู้มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป) และช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 17, 20, 21 ก.ค. ซึ่งเป็น 3 วันสุดท้าย วงเงินคงเหลือรวม 5,000 ล้านบาท สำหรับประชาชนทั่วไป (รวมผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป) ซึ่งสามารถจองซื้อได้ไม่จำกัดวงเงิน จำกัดการซื้อ 1 คำเสนอขอซื้อ ต่อ 1 ช่วงจำหน่าย
        ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ใช้รูปแบบการจำหน่ายได้จัดโควต้าและกระจายไปตามสาขา เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับจัดสรรทั่วถึง ทั้งนี้มีผู้สูงอายุมารอคิวตั้งแต่ตี 3 โดยเมื่อเปิดจำหน่ายพันธบัตรฯตั้งแต่เวลา 8.30 น. จนถึง 12.00 น. มีผู้ซื้อพันธบัตรเพียง 3,488 ล้านบาท ซึ่งการซื้อพันธบัตรฯ กับธนาคารของลูกค้าจะไม่เหมือนธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นคือจะทยอยมาเรื่อยๆ จนถึงเวลา 13.00 น.มีลูกค้ามาซื้อพันธบัตรฯเพิ่มเป็น 4,040 ล้านบาท ซึ่งหากธนาคารปิดเวลาทำการแล้วยังเหลืออยู่ก็จะนำมาเปิดให้ซื้ออีกในวันที่ 14 กรกฎาคม
        ธนาคารทหารไทยแจ้งว่า การเปิดรับจองพันธบัตรวันแรก 2,400 ล้านบาท มีผู้จอง 3,450 คน และหมดภายในไม่ถึงชั่วโมงหลังจากที่ธนาคารเปิดทำการในเวลา 8.30 น.โดยลูกค้ารายแรกเริ่มเข้าคิวตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ กล่าวว่า การเปิดจองพันธบัตรที่ทุกสาขาของธนาคารที่เปิดทำการเป็นไปอย่างราบรื่น โดยที่ธนาคารได้มีการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมการรับจองก่อนหน้านี้แล้วหลายรอบ แม้ว่าจะมีผู้มาเริ่มเข้าคิวตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง แต่พนักงานของเราก็สามารถรับรองและอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี
        นายวีรวัฒน์ ปณฑวังกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า มีประชาชนสนใจจองซื้อพันธบัตรดังกล่าวหมดเรียบร้อยทั่วประเทศประมาณ 12.15 น. สาเหตุที่ล่าช้ากว่าธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เนื่องจากธนาคารได้จัดพันธบัตรฯไปตามสาขา ขณะที่สาขาห้างสรรพสินค้าเปิดให้บริการ 11.00 น. โดยที่สาขาพหลโยธินมีผู้สูงอายุซึ่งเป็นหญิงชราเดินทางมารอตั้งแต่ตี 1 โดยมีผู้ได้รับการจัดสรรทั้งสิ้น 6,600 ราย ทั้งนี้ ระหว่างการขายพันธบัตรฯไม่พบปัญหาใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการร้อนเรียนจากสาขาต่างๆหรือจำนวนของพันธบัตรที่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน
        ส่วนนายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า การเปิดจำหน่ายพันธบัตรฯที่ธนาคารได้รับการจัดสรรในล็อตแรกเป็นวงเงินจำนวน 2,700 ล้านบาท มีผู้สูงอายุมาจองซื้อจำนวนมาก ทำให้พันธบัตรฯหมดไปภายใน 15 นาทีหลังจากที่มีการเปิดจองในเวลา 8.30 น.โดยวงเงินเฉลี่ยที่ลูกค้ามาซื้อพันธบัตรฯอยู่ที่ 8 แสนบาท
       
       ***รอบ 3 ส่อหมดพร้อมออกล็อตใหม่
        นายกรณ์กล่าวว่า วงเงินส่วนที่เพิ่มขึ้น 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งมาจากวงเงินพันธบัตรรอบที่ 3 ทำให้วงเงินรอบที่ 3 ลดจาก 2 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 5 พันล้านบาท และหากการเปิดขายพันธบัตรในวันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.) มีผู้ให้ความสนใจจองซื้อเกิน ก็จะโอนพันธบัตรที่เหลืออีก 5 พันล้านบาท มาสมทบเช่นเดียวกัน โดยจะได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพิจารณาจัดสรรโควต้าให้สาขาธนาคาร เพื่อให้ประชาชนได้ทราบโอกาสในการเข้าคิวซื้อพันธบัตร
        "เราเพิ่มวงเงินการจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็งให้แก่ผู้สูงอายุ เนื่องจากเห็นว่าเป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยมากกว่ากลุ่มอื่น" นายกรณ์กล่าวและว่า กระทรวงการคลังตัดสินใจขยายวงเงินพันธบัตรให้แก่ผู้สูงอายุ เพราะได้มีการประเมินล่วงหน้าแล้วจากข้อมูลของธนาคารผู้จัดจำหน่ายทั้ง 7 แห่ง แต่การที่ไม่มีการแจ้งขยายวงเงินล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงที่ธนาคารอาจจะมีการขายพันธบัตรล่วงหน้าให้ลูกค้า และเพื่อต้องการประเมินจากสถานการณ์ตามข้อเท็จจริงด้วย
        "ปกติเมื่อคลังขายพันธบัตรออมทรัพย์จะมีผู้สนใจจองซื้อเฉลี่ย 7-8 พันราย แต่พันธบัตรครั้งนี้ใน 3 หมื่นล้านมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 4 หมื่นราย ถือว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย" รมว.คลังกล่าวและว่า การเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์เพิ่มเติมในครั้งต่อไปจะตามมาในเร็วๆ นี้ โดยจะพิจารณาจังหวะเวลา วงเงินที่จะออกอย่างเหมาะสมทันที
        "การออกพันธบัตรครั้งนี้จะนำไปใช้เพื่อชดเชยเงินคงคลัง และรองรับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณในโครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่พบว่า ขณะนี้หน่วยราชการทุกแห่งที่รับผิดชอบโครงการลงทุน มีความพร้อมที่จะอนุมัติวงเงินและนำไปสู่การเบิกจ่ายเงินแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังมีอำนาจที่จะกู้เงินได้ถึง 8 แสนล้านบาท" รมว.คลังกล่าว
       
       ***รับปากตรวจสอบแบงก์กั๊กบอนด์
        กรณีปัญหาผู้สูงอายุเข้าคิวรอซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ไม่สามารถซื้อได้เนื่องจากได้รับแจ้งว่า มียอดซื้อเต็มวงเงินแล้วนั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ระบุว่า เกิดจากปัญหาการจัดจำหน่ายของธนาคารแต่ละแห่งที่แตกต่างกัน โดยธนาคารบางแห่ง มีการจัดสรรโควต้าพันธบัตรให้แต่ละสาขาธนาคาร ขณะที่ธนาคารบางแห่งไม่มีการจัดสรรโควต้าให้ ดังนั้นเมื่อบางสาขามียอดซื้อเข้ามามากกว่าแห่งอื่น จึงต้องทำให้ยอดซื้อเต็มวงเงินเร็ว
        นายกรณ์ยืนยันว่า ยังไม่ได้รับรายงานหรือ ปรากฎหลักฐานว่ามีธนาคารผู้จัดจำหน่ายทั้ง 7 แห่ง มีการขายพันธบัตรออมทรัพย์ล่วงหน้าให้ลูกค้า ซึ่งหากพบกระทรวงการคลังจะดำเนินการตัดสิทธิ์ในการเป็นธนาคารผู้จัดจำหน่ายพันธบัตรครั้งต่อไป จึงเห็นว่ามีประชาชนที่มาเข้าคิวรอซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ที่ธนาคาร แม้จะไม่ได้สิทธิซื้อกันครบทุกรายก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาการลักลั่นในการขายพันธบัตร อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังไม่ได้นิ่งนอนใจ จะมีการตรวจสอบข้อมูลในภายหลังอีกครั้ง (อ่าน...รายย่อยจี้รัฐแก้แบงก์กั๊กบอนด์...หน้า 17)
       
       ***ครม.มาร์คถกวันนี้รับมือขยายวงเงิน
        นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ว่า การประชุม ครม.วันนี้ (14 ก.ค.) จะพิจารณาว่าจำเป็นจะต้องปรับแผนอย่างไร เพราะเดิมจะทำเป็น 3 ช่วง หากมีความต้องการมากก็ควรจะตอบสนองให้ได้ โดยในการประชุม ครม.วันนี้ รมว.คลังจะเสนอตัวเลขมาและควรจะได้ข้อสรุปเลย อย่างไรก็ตาม การขยายวงเงินนั้น คงต้องดูพร้อมๆกันไม่เพียงเฉพาะผู้สูงอายุ ต้องดูในส่วนของประชาชนทั่วไปด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าเรามีผู้ออมต้องการหาทางเลือกที่ดีกว่าและเป็นทางเลือกที่เสนอให้ได้ แต่เราต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบกับตลาดเงินมากเกินไปในแง่ของอัตราดอกเบี้ย แต่จริงๆ ก็ดีที่มองเห็นว่าธนาคารก็ต้องแข็งขันด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นมา
        " ได้รับการรายงานว่าหมดเร็ว เข้าใจว่าในอดีตไม่เคยมีคนต้องการขนาดนี้ ซึ่งเราสอบถามกระทรวงการคลังไปเขาบอกในอดีตเวลาออกพันธบัตรอะไรอย่างนี้จะมีคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ถึงหมื่น แต่ครั้งนี้วันเดียวหลายหมื่น น่าจะเป็นการยืนยันว่าเรากำลังทำถูกต้องในแง่ของการนำเงินออกมาจกาเงื่อนไขที่ผู้ฝากไม่พอใจและผู้ให้กู้ไม่พร้อมปล่อยกู้ ฉะนั้นการนำเงินตรงนี้มาลงทุนน่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องและได้รับการตอบสนองที่ดี" นายกฯกล่าว.
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000078613

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
http://www.pnac-th.org
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บทความ K SME Analysis เรื่อง เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน 2552 .....แม้จะเห็นสัญญาณเชิงบวกในภาคอุตสาหกรรม แต่การใช้จ่ายในประเทศยังคงอ่อนแอ



 




 



เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน 2552 .....แม้จะเห็นสัญญาณเชิงบวกในภาคอุตสาหกรรม แต่การใช้จ่ายในประเทศยังคงอ่อนแอ


     ผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 76.3 ในเดือนเม.ย. 2552 จากระดับ 69.4 ในเดือนมี.ค. ทั้งนี้ แม้ว่าในเดือนเม.ย.จะเป็นเดือนที่มีจำนวนวันทำการน้อย แต่การปรับตัวขึ้นของยอดคำสั่งซื้อ ยอดขายโดยรวม และปริมาณการผลิต  ได้หนุนให้ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยอยู่ที่ระดับ 81.0 เทียบกับระดับ 75.1 ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ เมื่อแยกพิจารณาตามขนาดอุตสาหกรรม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดใหญ่ปรับตัวดีขึ้น โดยอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ได้รับผลดีจากแรงกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศจากมาตรการของภาครัฐ นอกจากนี้ ยอดคำสั่งซื้อและยอดขายของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังปรับตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของการบริโภคประเทศคู่ค้าอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมขนาดกลางปรับตัวลงตามยอดขายที่ซบเซาของอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ อุตสาหกรรมยา และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร




คลิกที่นี่เพื่ออ่านทั้งหมด



กรณีต้องการสอบถามข้อมูล
E-mail: info@ksmecare.com


--
ขอเชิญอ่าน  blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://www.pdc.go.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com