ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

สมาชิกพระราชวงศ์อังกฤษหันใช้บริการTAXI ประหยัดเงินภาษีของราษฎร ราว 57,000 ปอนด์

31 มค. 2553 12:46 น.

เว็บไซท์หนังสือพิมพ์เดลี่เมล รายงานว่า สมาชิกในพระราชวงศ์อังกฤษ ต่างต้องหันไปใช้บริการแท็กซี่ป้ายดำ ในการไปร่วมพิธีหมั้นอย่างไม่เป็นทางการ แทนที่จะใช้ขบวนรถหรู ในขณะที่สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ทรงพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รายงานระบุว่า บรรดาสมาชิกรุ่นเยาว์ในพระราชวงค์ คือ วิสเคนท์ ลินลีย์ และเลดี้ แช็ตโต้ ต่างก็ใช้บริการรถแท็กซี่ทางโทรศัพท์ ซึ่งบรรดาที่ปรึกษาทางการเงิน ต่างก็ปรับปรุงแผนการให้บรรดาสมาชิกรุ่นเยาว์ในพระราชวงศ์ หันมาใช้บริการรถแท็กซี่กันให้มากขึ้น ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม ถ้าทำได้ รวมทั้งเจ้าชายแฮร์รี่ , เจ้าหญิงเบียทริซ และเจ้าหญิงอูเชนีด้วย
พวกเจ้าหน้าที่ในสำนักพระราชวัง ต่างก็ได้รับการกระตุ้นให้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ หรือไม่ก็เดินไปร่วมงานที่เป็นทางการ หรือการประชุม แทนที่จะใช้รถแท็กซี่ เจ้าหน้าที่อารักขาพระราชวงศ์ต่างไม่วิตกต่อเรื่องการรักษาความปลอดภัย เพราะมองว่า แท็กซี่ป้ายดำเป็นหนทางที่ดีที่สุด ที่สามารถรองรับบุคคลพิเศษเหล่านี้ได้
สมเด็จพระราชินี ทางพยายามใช้มาตรการตัดค่าใช้ที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะในประเด็นที่นำมาซึ่งความขัดแย้ง เมื่อปีที่แล้ว มีการเปิดเผยเป็นครั้งแรก ตอนที่สมเด็จพระราชินีทรงประทับรถไฟไปยังนครซานดริงแฮม แทนที่จะใช้ขบวนรถสำหรับพระราชวงศ์ เพื่อประหยัดเงินภาษีของราษฎร ราว 57,000 ปอนด์ ซึ่งในยุค 90 เจ้าหญิงไดอาน่า ก็เคยทรงใช้บริการแท็กซี่ทางโทรศัพท์ เพื่อลดค่าใช้จ่าย หลังทรงหย่าขาดจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และสำนักงานพระราชวังเซนต์ เจมส์ และพระตำหนักแคลเรนซ์ เฮาส์ต่างก็ยืนยันว่า มีเบอร์แท็กซี่ทางโทรศัพท์เพื่อใช้บริการจริง
 

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

ประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินคึกคัก รับเหมาไทย-เทศ 25 รายแห่ชิงเค้ก 5.2 หมื่นล้าน ยื่นซอง 29 เม.ย.นี้



วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:50:40 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินคึกคัก รับเหมาไทย-เทศ 25 รายแห่ชิงเค้ก 5.2 หมื่นล้าน ยื่นซอง 29 เม.ย.นี้

รับ เหมาไทย-เทศแห่ซื้อซองประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน "บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค"คึกคักถึง 25 รายหลังปิดขายซองวันนี้ ทั้งอิตัลไทย ช.การช่วง ซิ-โนไทยฯ โอบายาชิ Sumitomo รวมถึงทุนจากจีน เกาหลี ใต้หวัน ฝรั่งเศส อิตาลีคับคั่ง เผยงานก่อสร้างรมี 5 สัญญา มูลค่าโครงการรวม 5.2 หมื่นล้านบาท

รับเหมาไทย-เทศแห่ซื้อซองประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน "บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค"คึกคักถึง 25 รายหลังปิดขายซองวันนี้ ทั้งอิตัลไทย ช.การช่วง ซิ-โนไทยฯ โอบายาชิ Sumitomo รวมถึงทุนจากจีน เกาหลี ใต้หวัน ฝรั่งเศส อิตาลีคับคั่ง เผยงานก่อสร้างรมี 5 สัญญา มูลค่าโครงการรวม 5.2 หมื่นล้านบาท

ผู้สื่อข่าว”ประชาชาติธุรกิจ”รายงานว่า หลังจากที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)เปิดขายเอกสารประกวดราคา ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค ระยะทาง 27 กิโลเมตร ค่าก่อสร้าง 52,257 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 20-28 มกราคมที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีผู้รับเหมาทั้งไทยและต่างประเทศมาซื้อแบบ ทั้งหมด 25 ราย ประกอบด้วย
1.บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซื้อสัญญา 1-4 
2.บริษัท โอบายาชิ คอร์ปอเรชั่น ซื้อสัญญา 3
3.บริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน) ซื้อสัญญา1-5
4.บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ซื้อสัญญา1-4
5.บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ซื้อสัญญา 1-5

6.บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) ซื้อสัญญา 1-5

7.บริษัท CTCI คอร์ปอร์เรชั่น จากประเทศไต้หวัน ซื้อสัญญา 5

8.บริษัท อัลสตอม(ประเทศไทย) จำกัด ซื้อสัญญา 5

9.บริษัท เอสเอ็นซี-ลาวาลิน อินเตอร์เนชั่นแนล อิ๊งค์ ซื้อ 5 สัญญา 

10.บริษัท DAIHO คอร์ปอร์เรชั่น ซื้อสัญญา1-4

11.บริษัท ชุนโว(ประเทศไทย) จำกัด ซื้อสัญญา 5

12.บริษัท มิตซุยแอนด์คัมปนี(ไทยแลนด์) จำกัด ซื้อสัญญา 5

13.บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ซื้อสัญญา 1และ 4

14.บริษัท Cooperativa Muratori C.M.C.di Ravena จากประเทศอิตาลี ซื้อสัญญา 1และ 2

15.บริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท เอนยิเนียริ่ง(1964) จำกัด ซื้อสัญญา 5

16.บริษัท เอ็ม.ซี.คอนสตรัคชั่น (1979) จำกัด ซื้อสัญญา3

17.บริษัท Sinohydro corporation จากประเทศจีน ซื้อสัญญา1-4 

18.บริษัท Zhongtian construction Group จากประเทศจีน ซื้อสัญญา1,2 ,3,4

19. บริษัท DAELIM INDUSTRIAL CO.,LTD จากประเทศเกาหลี ซื้อสัญญา1และ 2 

20.บริษัท ALSTOM Transport SA จากประเทศฝรั่งเศส ซื้อสัญญา 5

21.บริษัท Laing O’Rourke Australia Construction Pty Ltd จากประเทศออสเตรเลีย ซื้อสัญญา 5

22. บริษัท Gamuda Berhad จากประเทศมาเลเซีย ซื้อสัญญาที่1,2,4,5 

23. บริษัทSumitomo Corporation จากประเทศญี่ปุ่น ซื้อสัญญาที่ 5

24. บริษัท ETF-Eurovia Travaux Ferroviaires จากประเทศฝรั่งเศส ซื้อสัญญาที่ 5

25.บริษัท Chtna Railway18 Group จากประเทศจีน ซื้อสัญญาที่ 5

 

สำหรับรายละเอียดงานก่อสร้าง

สัญญาที่ 1 เป็นงานออกแบบควบคู่การก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงหัวลำโพง-สนามไชย ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร วงเงิน 11,592..99 ล้านบาท

สัญญาที่2 งานออกแบบควบคู่การก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงสนามไชย-ท่าพระ ระยะทาง 2.6 กิโลเมตร วงเงิน 10,766.60 ล้านบาท

สัญญาที่ 3 งานโครงสร้างยกระดับช่วงเตาปูน-ท่าพระ ระยะทาง 11 กิโลเมตร วงเงิน 11,352..75 ล้านบาท

สัญญาที่ 4 งานโครงสร้างยกระดับช่วงท่าพระ-หลักสอง ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร วงเงิน 13,390..34 ล้านบาท

สัญญาที่ 5 งานออกแบบควบคู่การก่อสร้างระบบรางรถไฟฟ้าทั้งโครงการ วงเงิน 5,153.94 ล้านบาท

โดยรฟม.มีกำหนดให้ยื่นซองประกวดราคาวันที่ 29 เมษายน 2553นี้


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1264671146&grpid=00&catid=no
--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
kb
http://www.healthstation.in.th/index1.html
http://camp02.blogspot.com/ camp02
http://kb1951.blogspot.com/ tkpark
http://kbparks.blogspot.com/ tkpark9
http://word1951.blogspot.com/ wordpress
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/
http://gotoknow.org/blog/krunoppol/
http://baankruaeed.wordpress.com/
http://ngaochan.hi5.com/
http://www.oknation.net/blog/subaltern
http://gotoknow.org/migrantworkers

พบอีก"สนามบินเพชรบูรณ์"ร้างมา 5 ปี ทุ่มงบฯสร้างเกือบ 700 ล. ปล่อยเครื่องบิน"แอนโตนอฟ"จอดแช่ไร้ประโยชน์











วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:45:38 น.  มติชนออนไลน์

พบอีก"สนามบินเพชรบูรณ์"ร้างมา 5 ปี ทุ่มงบฯสร้างเกือบ 700 ล. ปล่อยเครื่องบิน"แอนโตนอฟ"จอดแช่ไร้ประโยชน์

สำรวจ ทั่วประเทศ หาสนามบินร้าง ปล่อยทิ้งไร้ประโยชน์ พบที่ "เพชรบูรณ์" ทุ่มงบฯสร้าง 662.25ล. ตั้งแต่ปี43 สุดท้ายเจ๊ง ไม่มีสายการบินลง ปล่อยเครืองบินแบบ "แอนโตนอฟ" 52 ที่นั่ง จอดแช่ไร้ประโยชน์ "โสภณ"เรียกทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องนัดถก 5 ก.พ. ปรับใหม่บริหารแอร์พอร์ต-สายการบินทั่วประเทศ

ความคืบหน้ากรณีสนามบินหลายแห่งทั่วประเทศถูกปล่อยให้รกร้าง ไม่สามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากสายการบินพาณิชย์ที่เคยเปิดบริการประสบภาวะขาดทุน เนื่องจากไม่มีประชาชนและนักธุรกิจใช้บริการหรือใช้บริการน้อยจนไม่คุ้มต่อ การให้บริการการบิน


ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) นัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสนามบินทั้งหมด รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองบัญชาการทหารอากาศ (ทอ.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาหารือในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการ แนวทางการบริหารงานสนามบินทั่วประเทศ รวมทั้งการปรับเส้นทางการบินภายในประเทศ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ


 นายโสภณ กล่าวว่า จะนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนเรื่องการใช้สนามบิน การวางแผนเส้นทางการบิน โดยเบื้องต้นจะให้ข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ ก่อน เพราะกระทรวงคมนาคมต้องการที่จะพัฒนาสนามบินที่มีอยู่ทั่วประเทศไปใช้ให้ เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 1 มีนาคมนี้ ก่อนที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะยกเลิกเส้นทางบินภายในประเทศทั้ง 3 เส้นทาง

 

 "เราจะต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด เพราะสร้างขึ้นมาแล้วและใช้งบประมาณจำนวนมากจะไปทุบทิ้งก็ไม่ได้ ก็เลยต้องถามว่าใครอยากจะเข้ามาใช้บ้าง" นายโสภณกล่าว

 

 นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า ขณะนี้กำลังศึกษารายละเอียดของสนามบินภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง ว่า สนามบินใดมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำมาพัฒนาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้  เบื้องต้นคาดว่าจะมีประมาณ 12 แห่ง ส่วนที่เหลือกำลังดูรายละเอียด

 

 รายงานข่าวจากกรมการบินพลเรือน (บพ.)แจ้งว่า ท่าอากาศยานภูมิภาคส่วนใหญ่ของ บพ.มีผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่อง เนื่องจากมีปริมาณจราจรน้อย บางครั้งผู้ขอใช้บริการเป็นภาครัฐและรัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม เช่น เที่ยวบินทหาร การฝึกบิน เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ไม่ว่าจะมีปริมาณจราจรมากน้อยเพียงไร แต่ละแห่งก็มีรายจ่ายขั้นต่ำที่จำเป็นต้องจ่าย ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เงินเดือน และค่าตอบแทนแรงงาน การซ่อมบำรุงรักษา โดยในปีงบประมาณ 2552 นั้น บพ.ได้รับงบในการดูแลบริหารสนามบินทั้ง 28 แห่ง รวม 89 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2553 ได้รับจัดสรร 106 ล้านบาท ขณะที่การจัดเก็บรายได้ ปี 2552 อยู่ที่ 204 ล้านบาท และคาดว่าปี 2553 จะจัดเก็บได้ 220 ล้านบาท เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ลดค่าธรรมเนียมการใช้บริการสนามบิน 50% ตั้งแต่ปี 2552-53

 

 

อย่างไรก็ตาม ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนั้น บพ.ไม่ได้เก็บตามต้นทุนราคาที่แท้จริง เนื่องจากเป็นการให้บริการทางสังคม จึงไม่ได้เน้นเรื่องกำไร


 
 รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับผลประกอบการของท่าอากาศยานตั้งแต่ปี 2549-2551 มีผลกำไร 0.97 , 70.67 และ 66.55 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลกำไรจากท่าอากาศยาน 6 แห่ง คือ กระบี่ อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ขณะที่อีก 22 แห่งขาดทุน โดยสนามบินที่ขาดทุนมากที่สุด 3 อันดับคือ หัวหินขาดทุน 6.2 ล้านบาท นครราชสีมา 6.04 ล้านบาท และนราธิวาส 5.13 ล้านบาท


 "โอกาสในการทำกำไรของท่าอากาศยานใน อนาคตยังมีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจมีน้อย และรัฐเห็นว่าการขนส่งอากาศในจังหวัดต่าง ๆ เป็นการให้บริการเชิงสาธารณะ จึงเก็บค่าธรรมเนียมน้อยกว่าท่าอากาศยานในภูมิภาคของ ทอท." แหล่งข่าวระบุ และว่า นอกจากนี้รายได้ของท่าอากาศยานส่วนใหญ่จะต้องนำส่งคลัง ทั้งค่าธรรมเนียมการขึ้นลงอากาศยาน และที่เก็บอากาศยาน ค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ มีเพียงค่าธรรมเนียมการใช้ท่าอากาศยานเท่านั้นที่บพ.มีสิทธิจัดสรรเป็นเงิน กองทุนหมุนเวียนให้ท่าอากาศยานใช้จ่ายโดยไม่ต้องส่งคลัง

 

 ผู้สื่อข่าวภูมิภาค"มติชน"ประจำจ.เพชรบูรณ์ รายงานว่า สนาม บินเพชรบูรณ์ เปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 2543 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 662.25 ล้านบาท แต่ไม่มีเครื่องบินของสายการบินพาณิชย์ลงจอดเมานานราว 5 ปีแล้ว แม้สภาพอาคารที่พักผู้โดยสารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งรันเวย์หรือทางวิ่ง หอบังคับการบิน ระบบวิทยุช่วยการเดินอากาศ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ก็ตาม สาเหตุเพราะการบินไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย โดยสายการบินแรกที่เคยเปิดให้บริการ คือ สายการบินไทย เปิดบริการระหว่างปี 2543-45 โดยใช้เครื่องบินขนาด 149 ที่นั่งบินในเส้นทาง กรุงเทพฯ-เพชรบูรณ์-ลำปาง-กรุงเทพฯ

 

 ต่อมาสายการบินพีบีแอร์เปิดเที่ยวบิน เพชรบูรณ์-กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2545 - 2547 โดยใช้เส้นทางการบินเดียวกัน หลังจากนั้นไม่มีเครื่องบินพาณิชย์มาลงจอดอีกเลย แม้สายการบิน แอร์ฟินิค จะให้ความสนใจและมาแถลงเปิดตัวเพื่อดำเนินกิจการต่อในปี 2551 แต่ท้ายที่สุดกลับเงียบหายไป

 

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดมีนักธุรกิจของจ.เพชรบูรณ์เตรียมลงทุนสายการบินพาณิชย์ภายใต้ชื่อ "เพชรบูรณ์แอร์ไลน์" โดยกำหนดเส้นทางการบิน เพชรบูรณ์-ขอนแก่น-เชียงใหม่ และ เพชรบูรณ์-แม่สอด-น่านโดยนำเครื่องบิน"แอนโตนอฟ"(Antonov)รุ่น 24  ขนาด 52 ที่นั่ง ผลิตจากรัสเซียจอดไว้ที่ลานจอดท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ แต่ติดปัญหาความพร้อมทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ กระทั่งเครื่องบินถูกปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ

 

 นายประสิทธิ์ สมบูรณ์พันธ์ เจ้าหน้าที่ดูแลท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ราว 20 คน คอยดูแลทั้งสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ จึงทำให้ท่าอากาศยานแห่งนี้ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ดี และที่ผ่านมาก็มีเครื่องบินเอกชนทั้งแบบเช่ามาลำและเครื่องบินของราชการมาลง จอดเป็นครั้งคราว

 

 นายกษิต โฆษิตานนท์ ประธาน หอการค้า จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ชาวเพชรบูรณ์เรียกร้องมาตลอดให้มีเครื่องบินมาจอด และน่าเสียดายที่เพชรบูรณ์มีสนามบินแต่กลับไม่มีเครื่องบินลง ส่วนที่สายการบินต้องลดเที่ยวบินไปโดยอ้างเรื่องไม่คุ้มกับจุดคุ้มทุนนั้น หากจัดสรรช่วงเวลามาลงที่เพชรบูรณ์ให้ดีเชื่อว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการค่อน ข้างมาก

 

 " ช่วงนี้เพชรบูรณ์เติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก ชาวเพชรบูรณ์ให้ความสนใจใช้บริการโดยสารทางอากาศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีธุรกิจคาร์โก้ หากจัดเที่ยวบินให้ตรงตามความต้องการเชื่อว่า ผู้โดยสารต้องหันมาใช้บริการอย่างแน่นอน ส่วนการนำเครื่องบินขนาด 10 ที่นั่ง มาให้บริการถือเป็นอีกทางเลือกที่ขณะนี้หลายจังหวัดเริ่มหามาให้ความสนใจ แล้ว " นายกษิตกล่าว


 นายกษิตกล่าวว่า ทางที่ดีทางภาครัฐควรเป็นเจ้าภาพหลัก เชิญชวนและสนับสนุนสายการบินพาณิชย์มาลงทุน เพราะหากยังปล่อยให้สนามบินถูกทิ้งร้างไว้แบบนี้ นอกจากต้องเสียงบฯบำรุงดูแลรักษาแล้วยังเสียภาพลักษณ์

 




อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
พบสนามบินอุตรดิตถ์กลายเป็นที่ส่งยาบ้า-เลี้ยงวัว กรอ.มอบคมนาคมจัดการ ดูศักยภาพ28แห่งเผื่อเปิดใช้ใหม่
สนามบิน 3 จังหวัด ถูกปล่อยรกร้าง หลังไมมีเครื่องบินพาณิชย์ใช้บริการ
"โสภณ"เล็งบีบบินไทยเปิด3เส้นทางบินต่อ ไม่จ่ายชดเชยให้ขึ้นค่าตั๋วเอง สนามบินร้างเกลื่อน-ใช้เลี้ยงวัว
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1264680500&grpid=00&catid=19

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
news9
http://pnac-th.blogspot.com/  pnac-th
http://nature1951.blogspot.com/ nature1951
http://econnews9.blogspot.com/ econ
http://seminars9.blogspot.com/ ilaw
http://politic9.blogspot.com/ pdc9
http://jaecafe.com/feed
http://elibrary.nfe.go.th/index2.php
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/sat191
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/sweetblog

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นาโนเทค-ชีวภาพสาหร่าย-ข้อมูลบนมือถือ ทำนาย 3 นวัตกรรมใหม่...ร้อนแรงแห่งยุค

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11554 มติชนรายวัน


นาโนเทค-ชีวภาพสาหร่าย-ข้อมูลบนมือถือ ทำนาย 3 นวัตกรรมใหม่...ร้อนแรงแห่งยุค





นาโนเทค
บริษัท ทอมป์สัน รอยเตอร์ส (Thomson Reuters) ทำการวิเคราะห์หานวัตกรรมใหม่ที่ร้อนแรงจากเอกสารสิทธิบัตรในช่วง 5 ปีย้อนหลัง และสรุปคาดการณ์ว่า นวัตกรรมใหม่ ใน 3 หัวข้อ ได้แก่

1.เชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย (Biofuels from Algae)

2.ข้อมูลบนโทรศัพท์มือถือ (Cell Phone Data) + โครงข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สาย (Wireless Network Roaming)

3.นาโนเทคโนโลยี Lab-on-a-chip อุปกรณ์วินิจฉัยโรคแบบนาโนขนาดจิ๋ว

มี การเติบโตอย่างโดดเด่นมากในเอกสารสิทธิบัตรทั่วโลก ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2009 นี้ โดยเฉพาะนวัตกรรมเรื่อง การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย

ใน ช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย "พลาสติค" ไม่ใช่เรื่องที่จะได้รับความสำเร็จ เชื่อมั่นอีกต่อไป เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการเงินและรถยนต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่เคย เป็น ในขณะนี้โลกกำลังประสบภาวะการตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เสาหลักของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้สูญเสียความรุ่งโรจน์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง พวกเรากำลังเฝ้ามองดูว่านวัตกรรมสาขาใดที่จะเป็นแหล่งเพาะที่สามารถมากอบกู้ เศรษฐกิจ และจะเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต

เพื่อหาคำตอบ เรื่องนี้ แผนก IP Solutions Business ของทอมป์สัน รอยเตอร์ส ได้ตรวจสอบหานวัตกรรมที่ร้อนแรงในช่วงไตรมาสแรกของปี 2009 นี้ วิธีการ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร จากฐานข้อมูล Derwent World Patents Index (DWPI sm) ซึ่งเป็นข้อมูล/บริการชุดหนึ่งของ ทอมป์สัน รอยเตอร์ส ทำการวิเคราะห์หากิจกรรมของสิทธิบัตรทั่วโลกในสาขา Biofuels, Telecom และ Bio-related nanotechnology นับจำนวนสิทธิบัตรทั้ง 2 ประเภท คือ คำยื่นขอ และได้รับการคุ้มครอง ในช่วงระยะเวลาในปี 2003-2008 และมกราคม-มีนาคม 2009 จากนั้นนำไปเปรียบเทียบกับแนวโน้มการเติบโตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลบนมือถือ


ขณะ นี้โลกกำลังแสวงหาพลังงานสะอาด (green energy) ซึ่งประกอบด้วยพลังงานตั้งแต่พลังงานลม (wind turbines) ไปจนถึงพลังงานไฮโดรเจน (hydrogen-powered vehicles) ส่วนของเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) มีทั้งชนิดของแข็ง ของเหลว ก๊าซ ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากสิ่งมีชีวต ซึ่งนักนวัตกรรมในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพให้ความสนใจพัฒนา ในขณะที่เชื้อเพลิงชีวภาพยุคที่หนึ่งทำมาจาก น้ำตาล แป้ง น้ำมันพืช หรือน้ำมันสัตว์

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นการดึงมาจากแหล่ง โซ่อาหารของมนุษย์ จึงมีการริเริ่มผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพยุคใหม่ที่มุ่งเน้นวัตถุดิบที่ถาวร ยั่งยืนมากขึ้นกว่าเดิม

เชื้อเพลิงชีวภาพยุคที่ 2 ตัวอย่างเช่น การใช้ของเสียที่ได้จากสิ่งมีชีวิตจากส่วนที่ไม่เป็นอาหาร เช่น ลำต้น กิ่งก้านข้าวสาลี ซังข้าวโพด

สิ่งที่เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่ กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ อาจเรียกเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 3 คือการพัฒนาจาก สาหร่าย สาหร่ายถือเป็นสิ่งที่นำเข้าแบบชั้นต่ำ แต่ให้ผลผลิตสูง มีความสามารถในการผลิต เป็น 30 เท่าต่อเอเคอร์ เมื่อเทียบกับถั่วเหลือง ใครเป็นผู้นำในการคิดค้นนวัตกรรมนี้ และพวกเขากำลังทำอะไรอยู่

เชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย


โดยการรวบรวมเกี่ยวกับฐานข้อมูล Derwent World Patent Index, DWPI

DWPI คือฐานข้อมูลที่รวบรวมเอกสารสิทธิบัตรทั้งประเภทการยื่นขอ (Applications) และประเภทที่ได้รับการคุ้มครอง (Grants) จากสำนักงานสิทธิบัตร 41 แห่งทั่วโลก รวบรวมและปรับปรุงเขียนใหม่ (Rewritten) ให้เป็นภาษาอังกฤษโดยกองบรรณาธิการของ DWPI จัดทำบทคัดย่อแบบสั้น มีการระบุให้ patent family (แสดงรายชื่อประเทศที่เอกสารสิทธิบัตร 1 เรื่องที่ทำการไปยื่นขอจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก) แสดงประเทศแรกที่ยื่นขอ และเรียงลำดับตามที่ยื่นขอในประเทศต่างๆ ซึ่งแสดงเป็น Equivalent patents ขณะนี้ DWPI มีเอกสารสิทธิบัตร 16 ล้านเรื่อง ที่มีความเหมือนกัน ราว 10 ล้านเรื่อง และมีการเพิ่มข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ใหม่ราวปีละ 1 ล้านเรื่อง Basic Format ของฐานข้อมูล DWPI ได้แก่ บรรณานุกรมเอกสารสิทธิบัตร บทคัดย่อ (ภาษาอังกฤษ) Manual code Special Indexing ประกอบด้วย คิดค้นระบบรหัสการจัดหมวดหมู่เอกสารสิทธิบัตรของตนเอง รหัสบริษัทผู้ยื่นขอจดสิทธิบัตร แบบเป็นมาตรฐาน

ทอมป์สัน รอยเตอร์ส เสนอข้อสังเกตจากการวิเคราะห์

1.นวัต กรรมเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพ ในปี 2003 ด้วยการวัดปริมาณจำนวนเอกสารสิทธิบัตรทั่วโลก จากฐานข้อมูล Derwent World Patent Index พบมีจำนวนน้อยเพียง 341 เรื่อง ถือเป็นสาขาวิจัยพัฒนาขนาดเล็ก และมีผู้นำจากบริษัทในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นร้อยละ 70 และเป็นสิทธิบัตรที่ขอยื่นในประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 31

2.ในปี 2008 - 5 ปีต่อมา พบว่ากิจกรรมสิทธิบัตรในเรื่องนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 550 คิดเป็นจำนวน 1,878 เรื่อง

3.ใน ช่วงระยะเวลาล่าสุด (มกราคม 2008-เมษายน 2009) จำนวนสิทธิบัตรเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพมีเพิ่มขึ้นเป็น 2,466 เรื่อง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเริ่มก้าวเข้ามาในเรื่องนี้ คิดเป็นร้อยละ 31 ที่ทำการยื่นขอในประเทศจีน บริษัทจีนมีส่วนแบ่งในตำเหน่งผู้นำ 10 อันดับแรกพร้อมกันกับบริษัทญี่ปุ่น

4.มีข้อถกเถียงกันอย่างมากใน สื่อต่างๆ เกี่ยวกับสังคม สิ่งแวดล้อม แง่ผลกระทบที่มีการนำพืชผลที่ได้จากการเพาะปลูกที่เป็นอาหารมนุษย์มาผลิต เป็นพลังงานชีวภาพ

5.ในช่วงปี 2008-2009 บริษัทผู้นำ 11 บริษัท มีการยื่นขอสิทธิบัตรเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย เป็นหลัก โดยเป็นบริษัทจากสหรัฐอเมริกา 8 ใน 11 บริษัทนั้น

ที่เหลือได้แก่ บริษัทจาก บราซิล สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส โดยที่บริษัทจากจีน เยอรมนี และญี่ปุ่น ไม่ปรากฏอยู่ในรายการบริษัทผู้นำ 10 อันดับแรก

หน้า 26

มาบตาพุดกับรางวัลโนเบล! โดย อภิชาต ทองอยู่ สถาบันผู้ประกอบการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (CEDI) ม.กรุงเทพ

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11554 มติชนรายวัน


มาบตาพุดกับรางวัลโนเบล!


โดย อภิชาต ทองอยู่ สถาบันผู้ประกอบการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (CEDI) ม.กรุงเทพ




ร้อน แรงพอควรสำหรับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้ ที่นักวิชาการสตรี สาขารัฐศาสตร์ เอลินอร์ ออสทรอม คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปได้ นับเป็นสตรีคนแรกในรอบ 40 ปีที่ได้ครอบครองรางวัลนี้ แถมตัวเธอเองยังไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์โดยตรงอีกด้วย

ทำให้นึก ถึงนักวิชาการเศรษฐศาสตร์สตรีไทยหลายคน เช่น อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์นวลน้อย ตรีรัตน์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาฯทั้ง 2 ท่าน ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่มสตรีหันมาสนใจเศรษฐศาสตร์ การเมืองกันมากขึ้น

เอลินอร์ ออสทรอม มีผลงานในการสร้างงานด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองในเรื่อง "เศรษฐศาสตร์ธรรมาภิบาล" (economic governance) ที่ว่าด้วย "สมบัติของส่วนรวม" (the commons) มาอย่างต่อเนื่อง แม้จะถ่อมตัวว่าเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยเล็กๆ ประจำเมืองแต่ผลงานของเธอไม่ธรรมดาเพราะมีรางวัลโนเบลเป็นหลักประกัน

ผล งานการศึกษาเรื่องการจัดการทรัพย์สินสาธารณะ (common property) ด้วยการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วม (common ownership) เป็นงานที่ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิผลในการคงสถานะและคุณภาพทรัพยากรที่มี ประสิทธิภาพ ด้วยการดูแลรักษาแบบถือครองร่วมกัน ซึ่งแม้การจัดการแบบนี้จะไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วไปอย่างที่เธอบอก แต่การดูแลและการครอบครองร่วมกัน การจัดการอย่างเป็นระบบก็ช่วยให้วงจรของการถูกนำมาใช้ของทรัพยากร การฟื้นตัวของสิ่งแวดล้อม มีทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

การศึกษาของ เอลินอร์ ศึกษาจากกลุ่มท้องถิ่นขนาดเล็กและขนาดกลาง ในเรื่องการดูแลทรัพยากรร่วมกันในระบบชลประทานที่ชาวบ้านในเนปาลจัดทำกันเอง นับร้อยกลุ่ม และจากกลุ่มชาวประมงกุ้งในทะเลใหญ่ในมลรัฐเมน

ผลการ ศึกษาพบว่าการธรรมาภิบาลทรัพยากรในแนวทางนี้มีประสิทธิภาพสูง มีต้นทุนต่ำ ซึ่งเธอให้สัมภาษณ์ว่าผลจากการศึกษาที่ได้คงไม่ใช่สูตรสำเร็จแบบครอบจักรวาล ที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกที่ ทุกกลุ่ม หรือเป็นบทสรุปที่ต้องปล่อยให้ชาวบ้านไปจัดทำกันเองไปแต่ลำพัง

เพราะเรื่องเหล่านี้มีปัจจัย เงื่อนไข และสถานการณ์หลากหลายที่เป็นองค์ประกอบต้องนำมาพิจารณา

การ ให้คุณค่าในเรื่องธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่อง ที่คณะกรรมการรางวัลโนเบลให้ความสนใจ เรื่องนี้น่าจะนำมาช่วยพิจารณาปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดได้ อย่างดี จากการที่ศาลฯได้สั่งหยุด 76 โครงการน่าจะเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นภาพความเป็นจริงที่น่าวิตกในการ จัดการเศรษฐกิจ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมในสังคมบ้านเราอย่างยิ่ง ซึ่งกรณีนี้มีข้อควรพิจารณาถึงมูลเหตุสำคัญที่เกิดขึ้นโดยสรุปบางประการ กล่าวคือ

ประการแรก พื้นฐานการก่อร่างสร้างตัวที่มาบตาพุด (ตั้งแต่เริ่มโครงการในต้นทศวรรษพุทธศักราช 2520) นับตั้งแต่ที่รัฐบาลเริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาเขต อุตสาหกรรมของประเทศ รัฐได้ให้ความสำคัญเฉพาะกับมิติเศรษฐกิจเป็นหลักโดยยึดแนวคิดการพัฒนาที่ เดินตามวาทกรรมทุนนิยมอุตสาหกรรม ซึ่งหมกมุ่นอยู่กับการสร้างผลกำไรในการลงทุนมิติเดียวโดดๆ

แนวทาง เศรษฐศาสตร์ธรรมาภิบาลแบบเอลินอร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลปีนี้เป็นเรื่องที่ ไม่ถูกพูดถึงตั้งแต่เริ่มโครงการ ผลกระทบทั้งหลายไม่ว่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด จึงเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางสังคมตลอดมา

มาบตาพุดจึงกลาย เป็นมหากาพย์อภิตำนานความขัดแย้งที่คนท้องถิ่นลุกขึ้นมาต่อต้านความหิว กระหายความมั่งคั่งอย่างไม่ลืมหูลืมตาของกลุ่มอุตสาหกรรมมาต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงวันนี้

ประการที่สอง เป็นประเด็นเรื่องขององค์ความรู้กับความอ่อนแอของการบังคับใช้กฎหมายที่ เกี่ยวกับการนำใช้ทรัพยากร และการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในเขตอุตสาหกรรม เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องการประสบการณ์และการเรียนรู้ รวมทั้งต้องมีการพัฒนาที่ใช้เวลาและความทุ่มเทมาก

ซึ่งในขบวนการ การเติบโตของอุตสาหกรรมเขตมาบตาพุด ได้มีการอาศัยช่องว่างของการขาดองค์ความรู้และจุดอ่อนในการบริหารจัดการทาง กฎหมายมาเป็นปัจจัยในการ "ลดต้นทุน" ของการเติบโตดังกล่าว โดยที่ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ถูกโยนให้เป็นภาระของท้องถิ่นและสังคมที่ต้องร่วมรับผิดชอบกันเอง

ประกอบ กับสังคมไทยมีพื้นฐานแบบสังคมอุปถัมภ์ การต่อสายตรงกับราชการที่มีอำนาจในการจัดการ และอำนาจทางการเมืองของผู้ประกอบการย่อมคุ้มทุนกว่า และในทางปฏิบัติดูเหมือนว่าจะมีพลังมากกว่าการบังคับใช้กฎหมาย

ผู้ ประกอบการในเขตอุตสาหกรรมจึงมักต่อสายตรงกับอำนาจ มากกว่าจะยอมทำตามกฎหมาย ซึ่งสามารถศึกษาได้จากหลายกรณีรวมทั้งการจัดการอุตสาหกรรมทีพีไอในพื้นที่ ใกล้ๆ มาบตาพุดด้วย

หรือมิฉะนั้นก็ยอมทำกันตามกฎเพียงให้ครบองค์ประกอบของพิธีกรรม เช่น การทำ EIA เป็นต้น

ซึ่ง เมื่อผ่านการกลั่นกรอง (ที่ต้องถามหามาตรฐานและมาตรการในการทำงานใหม่ทั้งระบบ) ก็ใช้นำไปอ้างเป็นความชอบธรรมได้ การบริหารจัดการภายใต้ระบบอุปถัมภ์เช่นว่านี้ สะท้อนถึงความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมายและการขาดความรับผิดชอบของผู้ ประกอบการจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้ก่อผลเสียหายอย่างมากต่อการลงทุน

และส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบ มีธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจอย่างน่าวิตก

ประการ ที่สาม ภาพรวมทางจิตวิทยาสังคม ที่เป็นประเด็นความคิดในการพัฒนาประเทศมักมีการสร้างกระแสให้ผู้คนในสังคม ตื่นตูม ให้ความสำคัญกับตัวเลขการเติบโตแบบคณิตศาสตร์เชิงปริมาณ เน้นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งในรูปของจีดีพี ยิ่งมากยิ่งน่าตื่นเต้น (เหมือนกับที่สังคมให้ความสำคัญกับการศึกษาที่ใบปริญญามากกว่าให้ความสำคัญ ในความรู้ความสามารถ)

ด้วยเหตุนี้สิทธิและการยอมรับทางสังคมจึง เปิดทางให้กับตัวเลขการลงทุน และการสร้างผลกำไรเป็นหลัก โดยไม่สนใจว่าความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจะไปหล่นอยู่ในกระเป๋าใครบ้าง ความสนใจเรื่องคุณภาพชีวิต การกระจายรายได้ และความรับผิดชอบร่วมในการพัฒนาประเทศ จึงถูกกลืนหายไปกับวาทกรรมตัวเลขทางเศรษฐกิจ

หรือไม่ก็กลายเป็นเรื่องน่ารำคาญหากจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณากัน!

ด้วย กระแสความรู้สึกเช่นนี้ตัวเลขของมูลค่าการลงทุน 2 แสนล้านจึงถูกให้สำคัญมากกว่ามูลค่าความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อมและชี วพันธุ์ 5 แสนล้านฯ เป็นต้น

คุณค่าของชีวิต และคุณภาพสังคม จึงถูกกำหนดอยู่บนฐานการขับเคลื่อนด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

สภาวะ เช่นนี้กลุ่มคนท้องถิ่นและคนพื้นบ้าน โดยเฉพาะชาวบ้านซึ่งเคยมีพื้นที่ร่วมอยู่ในศูนย์กลางสังคมและเศรษฐกิจที่มาบ ตาพุดจึงถูกทำให้กลายเป็นคนชายขอบไปโดยปริยายเมื่ออาณาบริเวณดังกล่าวถูก กำหนดให้เป็นเขตอุตสาหกรรม!

การบริหารจัดการที่ขาดการพิจารณาถึง องค์ประกอบแวดล้อมที่เป็นจริงอาศัยแต่จิตวิทยาสังคมมิติเดียวที่ห่อเหี่ยว จึงเป็นปัจจัยสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งขึ้นต่อเนื่องเรื่อยมาอย่าง ไม่อาจปฏิเสธได้

จากประเด็นหลักโดยสรุปที่กล่าวมานี้ สามารถขยายเป็นประเด็นยิบย่อยได้อีกมาก ในกรณีนี้หากต้องการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่มาบตาพุดอย่างจริงจัง หลักการทางปฏิบัติเบื้องแรกคงต้องหาข้อยุติที่เกิดขึ้นให้ได้ก่อน

ซึ่งข้อยุติที่เกิดขึ้นและยอมรับกันได้ทุกฝ่ายคงต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและความเป็นธรรม

ใน ที่นี้คือการยุติหลักการความขัดแย้งระหว่างแนวทางทุนนิยมอุตสาหกรรม กับความรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม และสมรรถนะการแบกภาระการฟื้นฟูตัวเองของธรรมชาติ (carrying capacity) ในเขตมาบตาพุดเป็นหลัก

ซึ่งการจะก้าวไปถึงจุดนี้ได้คงต้องศึกษางาน ของผู้ได้รางวัลโนเบลปีนี้ที่ว่าด้วย "เศรษฐศาสตร์ธรรมาภิบาล" (economic governance) และการจัดการในลักษณะการครอบครองร่วม (common ownership)

ซึ่งกรณีมาบตาพุดเป็นกรณีที่รัฐต้องให้ความสำคัญกับหลายๆ ฝ่ายทั้งผู้ประกอบการ ชาวบ้าน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

ซึ่ง การแก้ไขที่ยืนหยัดอยู่บนหลักการที่ยอมรับสภาพความจริงและให้ความเป็นธรรม กับทุกฝ่ายเท่านั้น จะเปิดทางสู่การสร้างผลประโยชน์และการพัฒนาร่วมกันได้ รางวัลโนเบลกับมาบตาพุดจึงมีเส้นทางที่วกมาเชื่อมต่อกันด้วยความบังเอิญ!

การ ลงทุนที่ตั้งอยู่บนฐานคติที่ละเลยความเป็นจริงทางด้านคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม การพัฒนาสังคม และธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ กำลังจะกลายเป็นอาชญากรรมของโลกยุคใหม่ ที่กำลังก้าวเข้าสู่ความอยู่รอดและความมั่งคั่งแบบใหม่ด้วยการขับเคลื่อน ของกลุ่ม "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" และ "เศรษฐกิจฐานความรู้" ในเวลาอีกไม่นานนัก


หน้า 6

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อย่าให้ “เคอิโงะ” เป็นเพียงแค่สินค้าที่ขายได้


อย่าให้

ดู ข่าวที่น้องเคอิโงะ ซาโตะ เด็กชายวัยประถมฯ ที่เรียนหนังสืออยู่ที่พิจิตร ตามหาพ่อที่ชื่อคัทซูมิซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น วันก่อนโน้นน้องเคอิโงะเริงร่าขึ้นมา เมื่อคุณพ่อนั่งเครื่องบินจากญี่ปุ่น มาแลนดิ้งที่สุวรรณภูมิบ้านเรา

ในแง่มุมหนึ่ง ออกจะชื่นชมสื่อมวลชนแทบจะทุกแขนงก็ว่าได้ ที่ติดตามทำข่าวน้องเคอิโงะ จนสามารถทำให้ความฝันของเด็กชายบ้านนอกตัวเล็กๆ ได้มีโอกาสเกิดขึ้นจริงก็ตาม

แต่พักหลังๆ ผมคิดไปว่ามันจะชักจะ "เกินไป" หน่อยไหม...

แม้ สื่อมวลชนต้องการติดตามความคืบหน้าของเคอิโงะ แต่ภาพที่ออกมาไม่เหมาะสมด้วยการนำเสนอข่าวแบบเกาะติด ยิ่งกว่าเห็นเขาทั้งสองเหมือนดาราดัง ทั้งๆ ที่คนเป็นพ่อต้องการแสดงความเป็นส่วนตัว ตามประสาปุถุชนทั่วไป

ผมเห็น สื่อมวลชนเกาะติดตั้งแต่ทั้งคู่นอนพักที่โรงแรม พาลูกไปเล่นน้ำที่สวนสยาม กลับมาเยี่ยมบ้านแม่ที่พิจิตร ไหว้กระดูกมารดา แม้กระทั่งเข้าไปทำธุระเรื่องการเลี้ยงดูที่อำเภอ ผมว่ามันคลับคล้ายคลับคลาว่า นี่มันหนังเรื่อง "เดอะทรูแมน โชว์" นี่หว่าเนี่ย

จากที่เคยสงสาร ผมว่ากลับยิ่งสะอิดสะเอียน  เหมือนน้องเค้าเป็นเทวดาชั้นใด หรือสามล้อถูกหวยงวดไหน?

ผม ไม่ได้ว่าน้องเคอิโงะ ไม่ได้ว่าพ่อที่ขาดการติดต่อกับลูก เพราะเป็นเรื่องของครอบครัว หากแต่ว่าการนำเสนอเรื่องนี้ ในเมื่อพ่อลูกได้เจอกันที่สนามบิน มันน่าจะจบลงแค่นี้แล้วไม่ใช่หรือ ถือว่าสื่อพาน้องเค้าไปสู่ความฝันได้ยังนับว่าโอเคแล้ว

ส่วนความ ช่วยเหลือใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ห้องพักฟรี ให้เสื้อผ้าฟรี ให้บัตรเที่ยวสวนน้ำ 10 ปี ก็น่าจะเป็นการให้โดยเสน่หา โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้สื่อบอกกับคนซื้อหนังสือพิมพ์หรือคนดูข่าวในโทรทัศน์ ทุกเรื่อง เหมือนเป็นการโฆษณาแฝงไปในตัว

อีกอย่างที่น่าตำหนิก็คือ การที่ผู้ใหญ่บางคนเอาผ้าขาวบริสุทธิ์ของน้องมาล้างน้ำแล้วย้อมสี ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนตีแผ่ชีวิต หรือแม้กระทั่งการออกเทป นี่ดีไม่ดีถ้าผู้ใหญ่ในพิจิตรบ้าจี้มากกว่านี้ คงเอาน้องเคอิโงะมาตั้งชื่อถนนแล้วขอยศร้อยตรีให้ฟรีๆ

โอเค ถึงแม้ว่าจะเป็นการตีแผ่ชีวิตจริง แต่ผมไม่เชื่อหรอกว่าการที่เอาน้องเคอิโงะมาต่อยอดเช่นนี้ จะทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงร้อยเปอร์เซ็นต์ และหากเป็นเช่นนี้ มันจะกลายเป็นการปลูกฝังค่านิยมในตัวน้องและเด็กคนอื่นๆ ให้เป็นคนที่จะเอาอะไรก็ได้ในอนาคต

แค่โวยวายให้เป็นข่าว "หน้าหนึ่งไทยรัฐ-ข่าวสด" ก็ได้ตามต้องการแล้ว

เพราะ ฉะนั้น ในเมื่อผมเห็นว่าเด็กยังอ่อนต่อโลกเกินไปที่ผู้ปกครองจะปล่อยวาง ขอให้น้องเคอิโงะเป็นเพียงความทรงจำน่ารักๆ ครั้งหนึ่งที่ได้ตามหาพ่อ เหมือนกับที่เราดูรายการทีวีอย่างเช่น ฝันที่เป็นจริงเมื่อสิบปีก่อน หรือรายการวันนี้ที่รอคอย

มากกว่าที่จะเอาความเป็นข่าวมาเป็นจุดขายเพื่อหากินกับเด็กครับ

ป.ล. หมีแพนด้าก็ไปแล้ว เคอิโงะก็ไปแล้ว น้องหม่องก็ไปแล้ว ต่อไปจะขายอะไรอีก... เอา "น้องแน็ต-เกศริน" มาจับล้างน้ำใหม่ดีไหม?

http://www.talkystory.com/site/article.php?id=8465
--
      Weblink
seminar
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminarsat.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com
www.ipthailand.org

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

มายาคติว่าด้วยจีดีพี

วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11512 มติชนรายวัน


มายาคติว่าด้วยจีดีพี


คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่




เมื่อ ประมาณเดือนที่แล้วได้มีนักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลมาเยือนประเทศไทย และได้มาชี้ให้เห็นว่า จีดีพี หรือที่เรารู้จักกันดีในฐานะเครื่องวัดสถานภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งมาจากคำว่า Gross Domestic Product (GDP) หรือคำว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ไม่ใช่เครื่องชี้วัดที่ดีของความอยู่ดีมีสุขของประชาชน

เรื่องที่ โจเซฟ สติกลิตซ์ พูดไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นายสติกลิตซ์ได้เปรียบตรงที่ว่า เป็น "คนใน" คือเคยเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ฉะนั้น หากนายสติกลิตซ์โจมตีอะไรที่เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์ก็น่าที่จะเป็นที่น่า เชื่อถือได้มากกว่าการโจมตีของนักสังคมศาสตร์สาขาอื่นๆ ที่เป็น "คนนอก"

อีก ทั้งนายสติกลิตซ์ยังสามารถยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การที่ประเทศสร้างคุกมากขึ้นทำให้ตัวเลขจีดีพีสูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความประเทศอยู่ดีมีสุขขึ้น อาจเป็นเพราะสังคมมีอาชญากรรมมากขึ้น

ปัญหาของจีดีพีที่ไม่สามารถวัด ความอยู่ดีมีสุขเป็นประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์รู้ซึ้งมานานแล้ว เพราะจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเป็นการวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้น ในประเทศ ไม่ว่าผู้ผลิตจะเป็นไทยหรือเทศ และไม่ได้บอกว่าใครเป็นผู้บริโภคผลผลิตนั้น ซึ่งในแง่ของสวัสดิการผู้ผลิตอาจจะเป็นบริษัททีมชาติที่ขอยืมฐานผลิตใน ประเทศไทย แล้วส่งรายได้ที่ได้จากการผลิตกลับไปประเทศของตน ตัววัดที่ดีกว่าน่าจะเป็นรายได้ประชาชาติ หรือ National Income ซึ่งหักเอารายได้ที่ได้ส่งไปยังประเทศอื่นๆ ออกแล้ว

ถึงกระนั้นจีดีพีก็ยังมีปัญหาอยู่อีกมากโดยเฉพาะสำหรับนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพราะสาเหตุอย่างน้อย 3 ประการ คือ

1) จีดีพีละเลยเกี่ยวกับการขาดแคลนและความร่อยหรอลงของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นอันตรายต่อความยั่งยืนของการพัฒนา ประเทศที่เร่งรัดเอาทรัพยากรมาใช้อย่างหักโหมอาจมีจีดีพีที่สูง ทั้งๆ ที่ได้ใช้ทรัพยากรเกินกว่ากำลังผลิตตามธรรมชาติทำให้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ เหลือไปถึงลูกหลาน

2) จีดีพีไม่คำนึงถึงการเสื่อมของสภาพแวดล้อม ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพอนามัยและความอยู่ดีมีสุขของประชาชน เช่น ปัญหาหมอกควันมลพิษอาจเป็นสาเหตุของการก่อโรคมะเร็ง

และ 3) แทนที่การบำบัดน้ำเสียของรัฐจะถูกหักออกจากจีดีพี การก่อสร้างสถานบำบัดน้ำเสีย และการดำเนินการกลายเป็นตัวเลขที่นำไปบวกกับจีดีพี ทั้งๆ ที่รายจ่ายเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันมิให้คุณภาพชีวิตเลวลง

นัก เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้พยายามแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาตลอดเวลา แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนกระแสความคิดใหม่กระตุ้นให้เกิดความคิดว่า การจัดทำบัญชีรายได้ประชาชาติ (หรือการคิดจีดีพี) ที่ถูกต้อง สมควรที่จะคำนึงถึงความร่อยหรอของทุนทรัพยากรธรรมชาติและความเสื่อมโทรมสิ่ง แวดล้อมด้วย ซึ่งสหประชาชาติได้ให้การสนับสนุน ในขณะนี้ความก้าวหน้าถึงขั้นสร้างกรอบความคิดใหม่ เรียกว่า SEEA (System for Integrated Environment and Economic Accounting) แต่ทั้งนี้การทำบัญชีรายได้ประชาชาติเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศว่าจะ ดำเนินการอย่างไร

ในกลุ่มประเทศตะวันตกมีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก เช่น สวีเดน นอร์เวย์ ฝรั่งเศส ได้ริเริ่มจัดทำบัญชีประชาชาติที่คำนึงถึงความสึกหรอของสิ่งแวดล้อมควบคู่ไป กับการคิดจีดีพีแบบดั้งเดิม

ในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็มีความก้าวหน้าไประดับหนึ่งแล้วเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น

กระบวนการนี้ได้ดำเนินการมากว่าทศวรรษแล้ว แต่ก็ยังไม่มีระบบที่เป็นสากล และได้รับการยอมรับเข้ามาแทนจีดีพีได้

จุด อ่อนที่สำคัญอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับจีดีพีและรายได้ประชาชาติ ก็คือทั้งคู่เป็นค่าเฉลี่ย ประเทศที่มีแต่คนจนมากๆ กับคนรวยมากๆ อาจมีจีดีพีใกล้เคียงประเทศที่มีคนที่มีรายได้ไม่แตกต่างกันนัก เพราะค่าเฉลี่ยใกล้กัน ประเทศหลังที่ประชากรที่มีรายได้ใกล้เคียงหรือเท่าเทียมกันมากกว่าน่าจะเป็น ประเทศที่น่าอยู่มากกว่า

จีดีพีที่เห็นจึงอาจเป็นเพียงภาพมายา ดังนั้นนักเศรษฐศาสตร์จึงหาวิธีแก้ปัญหานี้โดยใช้ดัชนีการกระจายรายได้ เช่น ดัชนีจินี และต่อมาก็ได้หาดัชนีความยากจน ซึ่งโดยทั่วไปก็จะใช้จำนวนประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เส้นความยากจนนี้เป็นรายได้ต่ำสุดซึ่งประชากรในประเทศนั้น วัดจากการบริโภคขั้นต่ำสุดที่จะประคองชีวิตอยู่ได้ เส้นแห่งความยากจนนี้จะแตกต่างกันไปตามประเทศและตามวัฒนธรรม

ข้อดีของเส้นความยากจน ก็คือสนใจกับคนชายขอบและคนตกขอบ ไม่ดูค่าเฉลี่ย แต่ดูจำนวนคนที่มีรายได้ต่ำกว่ารายได้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้

นอก จากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ก็ยังพยายามที่จะแก้ไขจุดอ่อนอื่นๆ ของจีดีพี เช่น การไม่รวมเอาการทำงานของแม่บ้าน ฯลฯ ทำให้เกิดดัชนีใหม่ๆ ขึ้นมากมาย

แต่ก็ยังไม่มีอะไรเป็นที่ยอมรับเท่าจีดีพี เพราะเป็นตัวชี้วัดที่มีการเก็บข้อมูลเป็นระบบที่สุด

สติ กลิตซ์เสนอว่า ถ้าอยากได้ดัชนีอยู่ดีมีสุขก็ให้คิดดูว่าอะไรเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับชีวิต คนไทย แล้วหาตัวชี้วัดนั้นๆ มาเพิ่มเติม เช่น ถ้าคิดว่าความยุติธรรมสำคัญก็ควานหาตัวชี้วัดที่เป็นตัวแทนความยุติธรรม ถ้าการไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวงสำคัญก็หาตัวชี้วัดนั้นๆ แทนที่จะพยายามโจมตีข้อด้อยของจีดีพี ซึ่งก็เหมือนบ่นว่าทำไมแกงจืดมันไม่เผ็ด ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครทิ้งจีดีพีได้ เพราะกว่าจะได้ชุดข้อมูลที่เปรียบเทียบกันได้ทั่วโลกก็เลือดตาแทบกระเด็น จีดีพีก็คงยังเป็นตัววัดขนาดเศรษฐกิจของประเทศต่อไป เพียงแต่ไม่ใช่จีดีพีเป็นตัวชี้วัดเดียวเท่านั้น ที่สำคัญก็คือต้องมารวมหัวกันคิดก่อนว่าอะไรสำคัญ แล้วใช้ตัวชี้วัดเหล่านั้นมาเติมเต็มจุดอ่อนของจีดีพี

การที่จะทำโพ ลเพื่อถามว่าคุณมีความสุขเท่าไหร่ ก็มีปัญหาว่าเป็นอะไรที่ขึ้นอยู่กับวันเวลา และตัวบุคคลที่ตอบมากเกินไป ยกตัวอย่างเช่น หากเช้านั้นทะเลาะกับแฟน ความสุขก็อาจจะลดลง แต่ไม่เกี่ยวกับความอยู่ดีมีสุขที่ควรใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ

การ หาตัวชี้วัดใหม่จะไม่ง่ายนัก เพราะนอกจากจะต้องการปัญญาดีๆ และหัวใจที่อยู่ถูกที่ถูกทางแล้ว ยังต้องการการลงทุนอีกด้วย เพราะสถิติด้านสังคมจำนวนมากไม่มีการเก็บอย่างเป็นระบบ และที่มีอยู่แล้วอาจจะพบว่ามีแนวโน้มไปในทางเดียวกับจีดีพี

อย่าง เช่น สถิติที่สำคัญมาก ได้แก่ อัตราตายของทารก สถิติด้านการศึกษา เช่น จำนวนผู้จบมัธยมที่เรียนต่อมหาวิทยาลัย หรือสถิติที่มีก็ไม่สะท้อนคุณภาพ เช่น ร้อยละของจำนวนคดีที่ศาลตัดสินเทียบกับจำนวนคดีที่เข้าสู่ศาล หรือดัชนีการศึกษา เช่น ร้อยละของการได้รับการพยาบาล และการศึกษาฟรี ก็ไม่ได้รับประกันคุณภาพที่ประชาชนได้รับ

มาถึงตรงนี้ คงไม่ใช่ปัญหาของนักเศรษฐศาสตร์แต่ฝ่ายเดียวแล้ว คงต้องอาศัยนักสังคมศาสตร์ไปร่วมกันคิดกับนักสถิติอีกด้วย ในที่สุดก็อาจจะพบว่า สถิติทางสังคมที่สำคัญก็มักจะมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกับจีดีพีอยู่ดี หรือท้ายที่สุดอาจจะต้องหาวิธีที่ไม่อิงกับสถิติมากเกินไป

จะใช้วิธีไหนก็ไม่ง่ายนักหรอก จะบอกให้!!


หน้า 6